Q2 2026 Rabbit Holdings PCL Earnings Call
[Company Representative] (Rabbit Holdings): กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ บริษัท Rabbit Holdings จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยภายใต้กลุ่ม BTS ที่ประกอบด้วยเครือข่ายธุรกิจ 3M ได้แก่ Move, Mix และ Match โดยบริษัทใช้ประโยชน์จากความเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย BTS ในการเข้าถึงข้อมูลและ Ecosystem ภายในกลุ่ม เพื่อนำมาวิเคราะห์และต่อยอดสู่การพัฒนา Solution และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาวครับ สำหรับการจำหน่ายสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นมูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการจำหน่ายโรงแรมในทวีปยุโรป ที่ดิน อาคารสำนักงาน และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในไทย นอกจากนี้บริษัทยังคงดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สร้างผลตอบแทนในระยะยาว คาดว่าจะได้รับเงินจากการจำหน่ายสินทรัพย์รวมทั้งหมดประมาณ 26,000 ล้านบาทครับ ถัดไปคือการยกเลิกสัญญาที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมในทวีปยุโรปและการรับโอนธุรกิจโรงแรมกลับมาบริหารครับ โดย Rabbit Holdings เริ่มลงทุนและบริหารโรงแรมในยุโรปตั้งแต่ปี 2560 อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 บริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารเองเป็นการปล่อยเช่าให้กับ SR Group โดยได้รับค่าเช่าไตรมาสละ 150-175 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นปี 2569 ทาง SR Group ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาได้ บริษัทจึงใช้สิทธิ์ยกเลิกสัญญาและรับโอนกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาบริหารตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 โดยในไตรมาสที่สองปี 2569 Rabbit Holdings รับรู้รายได้ของกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปจำนวน 714 ล้านบาท มีอัตราการเข้าพัก 66% สำหรับแผนในอนาคต บริษัทจะยังคงเป็นผู้บริหารกลุ่มโรงแรมดังกล่าวต่อไป ควบคู่กับการพิจารณาหาผู้ซื้อหรือผู้เช่ารายใหม่ที่มีศักยภาพครับ ในส่วนของเหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วยเหตุการณ์แรก การแปลงหุ้นบุริมสิทธิ โดยในไตรมาสที่สองปีนี้มีการใช้สิทธิแปลงหุ้นบุริมสิทธิจำนวนสามพันหุ้น ส่งผลให้หุ้น Rabbit เพิ่มขึ้นสามพันหุ้น และหุ้น Rabbit-P ลดลงสามพันหุ้น เหตุการณ์ที่สอง คือการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 โดยทุกวาระได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นครับ เหตุการณ์ที่สาม บริษัทได้ดำเนินการจำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัทร่วมทุนกับ Sansiri ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ประกอบธุรกิจใดๆ รวมจำนวนห้าบริษัท ในราคาซื้อขายรวมประมาณ 14 ล้านบาท เหตุการณ์ที่สี่ บริษัทได้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัท Vienna House Cluster Tschechien s.r.o.
Speaker #1: And look at it, police are Rabbit Holdings Jam. มหาชน เป็นบริษัทย่อยภายใต้กลุ่ม BTS ที่ประกอบด้วยเครือข่ายธุรกิจ 3M ได้แก่ Move, Mix และ Match รวม ใช้ประโยชน์จากความเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย BTS ในการเข้าถึงข้อมูลและ ecosystem ภายในกลุ่ม เพื่อนำมาวิเคราะห์และต่อยอดสู่การพัฒนาสลูชันและบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาวครับ สำหรับการจำหน่ายสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์ คิดเป็นมูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการจำหน่ายโรงแรมในทวีปยุโรป ที่ดิน อาคาร สำนักงาน และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในไทย นอกจากนี้ บริษัทยังคงดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สร้างผลตอบแทนในระยะยาว คาดว่าจะได้รับเงินจากการจำหน่ายสินทรัพย์รวมทั้งหมดประมาณ 26,000 ล้านบาทครับ ถัดไปคือการยกเลิกสัญญาที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมในทวีปยุโรป และการรับโอนธุรกิจโรงแรมกลับมาบริหารครับ โดย Rabbit Holdings เริ่มลงทุนและบริหารโรงแรมในยุโรปตั้งแต่ปี 2560 อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารเองเป็นการปล่อยเช่าให้กับ HR Group โดยได้รับค่าเช่าไตรมาสละ 150 ถึง 175 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อช่วงต้นปี 2569 ทาง HR Group ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาได้ บริษัทจึงใช้สิทธิ์ยกเลิกสัญญาและรับโอนกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาบริหารตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 Rabbit Holdings รับรู้รายได้ของกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปจำนวน 714 ล้านบาท มีอัตราการเข้าพัก 66% สำหรับแผนในอนาคต บริษัทจะยังคงเป็นผู้บริหารกลุ่มโรงแรมดังกล่าวต่อไป ควบคู่กับการพิจารณาหาผู้ซื้อหรือผู้เช่ารายใหม่ที่มีศักยภาพครับ ในส่วนของเหตุการณ์ที่สำคัญประกอบด้วย เหตุการณ์แรก การแปลงหุ้นบริมสิทธิ์ โดยในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ มีการใช้สิทธิ์แปลงหุ้นบริมสิทธิ์จำนวน 3,000 หุ้น ส่งผลให้หุ้น Rabbit เพิ่มขึ้น 3,000 หุ้น และหุ้น Rabbit P ลดลง 3,000 หุ้น เหตุการณ์ที่สองคือการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 โดยทุกวาระได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นครับ เหตุการณ์ที่สาม บริษัทได้ดำเนินการจำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัทร่วมทุนกับแสนสิริ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ประกอบธุรกิจใด ๆ รวมจำนวน 5 บริษัท ในราคาซื้อขายรวมประมาณ 14 ล้านบาท เหตุการณ์ที่สี่ บริษัทได้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัท Vienna House Cluster Check Earn S.R.O.
Speaker #1: ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสาธารณรัฐเช็ก ทั้งนี้ การยกเลิกบริษัทย่อยดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทย่อยดังกล่าวไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ ครับ ในด้านความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการนำแนวปฏิบัติด้าน ESG มาปรับใช้ในการดำเนินงานขององค์กร ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ - ด้านสิ่งแวดล้อม โรงแรม Eastin Grand Sathorn ได้ขยายการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของการใช้รถไฟฟ้า และส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - ด้านสังคม บริษัทได้ดำเนินโครงการ Turn Waste into Worth เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นคุณค่า ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะ และสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่พนักงาน พร้อมสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยในไตรมาสนี้ บริษัทได้รวบรวมขวดพลาสติกจากการใช้งานภายในองค์กรจำนวน 817 ขวด ส่งมอบให้แก่โครงการชลารีไซเคิล ภายใต้มูลนิธิกระจกเงา เพื่อสนับสนุนการสร้างอาชีพและสร้างรายได้เสริมให้แก่ผู้สูงอายุครับ - ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ บริษัทได้รับการต่ออายุรับรองการเป็นสมาชิกของแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย หรือ CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ตามผลการรับรองของบริษัทประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่องครับ ถัดมาเข้าสู่การรายงานผลการดำเนินงานด้านการเงินประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2569 นะครับ บริษัทบันทึกรายได้รวมทั้งหมด 1,811 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกิจโรงแรมจำนวน 620 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกหักลบบางส่วนด้วยการลดลงของรายได้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าจำนวน 160 ล้านบาท เป็นผลจากการรับโอนการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบการให้เช่าครับ นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างลดลงจำนวน 149 ล้านบาท เนื่องจากการลดลงของยอดการโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการ The Residences 38 ครับ บริษัทมี Gross Operating Profit เพิ่มขึ้น 22% เป็น 872 ล้านบาท EBITDA 604 ล้านบาท ใกล้เคียงเดิมกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนแบ่งขาดทุนจำนวน 41 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักจากโรงเรียนนานาชาติ Brussels ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเตรียม 83 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 57 ล้านบาทครับ ในรูปทางขวามือแสดงสัดส่วนของรายได้แบ่งตามประเภทของธุรกิจ โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้คิดเป็น 80% ของรายได้รวม ธุรกิจบริการทางการเงินคิดเป็น 12% ส่วนที่เหลือ 8% คือรายได้จากธุรกิจอื่น ซึ่งประกอบด้วยเงินปันผล รายได้จากการลงทุน และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยในไตรมาสนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้เพิ่มขึ้น 26% โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกิจโรงแรมจากการรับโอนการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน ธุรกิจบริการทางการเงินมีรายได้ลดลง 10% โดยมีสาเหตุหลักจากธุรกิจประกันชีวิตที่มียอดขายประกันกลุ่มลดลง ส่วนรายได้อื่นลดลง 19% โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนครับ สำหรับสถานะทางการเงินและกระแสเงินสด
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสาธารณรัฐเช็ก ทั้งนี้การยกเลิกบริษัทย่อยดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทย่อยดังกล่าวไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ครับ ในด้านความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการนำแนวปฏิบัติด้าน ESG มาปรับใช้ในการดำเนินงานขององค์กร ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม โรงแรม Krispy Grand Sathorn ได้ขยายการดำเนินงานด้านความยั่งยืนด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของการใช้รถไฟฟ้าและส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม บริษัทได้ดำเนินโครงการ Turn Waste into Worth เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นคุณค่า ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะและสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่พนักงาน พร้อมสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยในไตรมาสนี้บริษัทได้รวบรวมขวดพลาสติกจากการใช้งานภายในองค์กรจำนวน 817 ขวด ส่งมอบให้แก่โครงการ Chara Recycle ภายใต้มูลนิธิกระจกเงา เพื่อสนับสนุนการสร้างอาชีพและสร้างรายได้เสริมให้แก่ผู้สูงอายุครับ ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ บริษัทได้รับการต่ออายุรับรองการเป็นสมาชิกของแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย หรือ CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สาม ตามผลการรับรองของบริษัทประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการซื้อสิทธิและคอร์รัปชันทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่องครับ ถัดมา เข้าสู่การรายงานผลการดำเนินงานด้านการเงินประจำไตรมาสที่สอง ปี 2569 นะครับ บริษัทบันทึกรายได้รวมทั้งหมด 1,811 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกิจโรงแรมจำนวน 620 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกหักลดบางส่วนด้วยการลดลงของรายได้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าจำนวน 160 ล้านบาท เป็นผลจากการรับโอนการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบการให้เช่าครับ นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างลดลงจำนวน 149 ล้านบาท เนื่องจากการลดลงของยอดการโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการ The Residences at Thirty Eight ครับ บริษัทมี Gross Operating Profit เพิ่มขึ้น 22% เป็น 872 ล้านบาท EBITDA 604 ล้านบาท ใกล้เคียงเดิมกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนแบ่งขาดทุนจำนวน 41 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากโรงเรียนนานาชาติ Worldschool ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเตรียม 83 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 57 ล้านบาทครับ ในรูปทางขวามือแสดงสัดส่วนของรายได้แบ่งตามประเภทของธุรกิจ โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้คิดเป็น 80% ของรายได้รวม ธุรกิจบริการทางการเงินคิดเป็น 12% ส่วนที่เหลือ 8% คือรายได้จากธุรกิจอื่น ซึ่งประกอบด้วยเงินปันผล รายได้จากการลงทุน และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยในไตรมาสนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้เพิ่มขึ้น 26% โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกิจโรงแรมจากการรับโอนการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน ธุรกิจบริการทางการเงินมีรายได้ลดลง 10% โดยมีสาเหตุหลักจากธุรกิจประกันชีวิตที่มียอดขายประกันกลุ่มลดลง ส่วนรายได้อื่นลดลง 19% โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนครับ สำหรับสถานะทางการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 61,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์จำนวน 858 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาโครงการ The Langham, Custom House, Bangkok และการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่นจำนวน 281 ล้านบาท จากการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์ทางการเงินของบริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด ทั้งนี้ในระหว่างงวด บริษัทมีการจัดประเภทรายการใหม่ระหว่างที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนสุทธิจำนวน 6,460 ล้านบาท อันเป็นผลจากการรับโอนการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบการให้เช่า ในขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท โดยการเพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินสุทธิจำนวน 464 ล้านบาท ส่วนใหญ่เพื่อใช้ในการดำเนินงาน และหุ้นกู้จำนวน 184 ล้านบาท จากการออกหุ้นกู้ของ Prime Zone สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 725 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2% โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 355 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน และการลดลงของขาดทุนสะสมจำนวน 383 ล้านบาท จากการรับรู้กำไรสุทธิสำหรับงวดหกเดือน ปี 2569 ในส่วนของกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2,556 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่จำนวน 2,387 ล้านบาท โดยบริษัทมีเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 9 ล้านบาท เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 87 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยหลักจากเงินสดจ่ายซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน 241 ล้านบาท มีสาเหตุหลักจากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินและการออกหุ้นกู้ของ Prime Zone นอกจากนี้ บริษัทมีรายจ่ายฝ่ายทุนและเงินลงทุนจำนวน 705 ล้านบาท โดยรายจ่ายดังกล่าวส่วนใหญ่จัดสรรเพื่อลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สำหรับโครงการ The Langham, Custom House, Bangkok สำหรับโครงสร้างหนี้สินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ในไตรมาสที่สองปีนี้ บริษัทมีเงินกู้ยืมทั้งหมด 15,761 ล้านบาท คิดเป็นสกุลเงินบาท 87% สกุลเงินยูโร 11% และสกุลเงินปอนด์ 2% หากแบ่งตามรูปแบบของอัตราดอกเบี้ย จะมีสัดส่วนของอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอยู่ที่ 92% และอัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 8% ครับ ทั้งนี้บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจำนวน 16,843 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.51 เท่า คงที่เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ครับ ถัดไป ในส่วนของการดำเนินงานในแต่ละธุรกิจ ขออนุญาตส่งต่อให้กับคุณพีรพัฒน์ เพื่อนำเสนอต่อไปครับ ขอบคุณครับ
Speaker #2: เริ่มได้เลยครับ
Speaker #1: ครับผม สำหรับสถานะทางการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 61,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์จำนวน 858 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาโครงการ The Langham Custom House Bangkok และการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่นจำนวน 281 ล้านบาท จากการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์ทางการเงินของบริษัท Rabbit ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ ในระหว่างงวด บริษัทมีการจัดประเภทรายการใหม่ระหว่างที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนสุทธิ จำนวน 6,400 ล้านบาท อันเป็นผลจากการรับโอนการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบการให้เช่า ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท โดยการเพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินสุทธิ จำนวน 464 ล้านบาท ส่วนใหญ่เพื่อใช้ในการดำเนินงาน และหุ้นกู้จำนวน 184 ล้านบาท จากการออกหุ้นกู้ของ Prime Zone สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 725 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2% โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 355 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน และการลดลงของขาดทุนสะสมจำนวน 383 ล้านบาท จากการรับรู้กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2569 ในส่วนของกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2,556 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่จำนวน 2,387 ล้านบาท โดยบริษัทมีเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 87 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยหลักจากเงินสดจ่ายซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน 241 ล้านบาท มีสาเหตุหลักจากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน และการออกหุ้นกู้ของ Prime Zone นอกจากนี้ บริษัทมีรายจ่ายฝ่ายทุนและเงินลงทุนจำนวน 705 ล้านบาท โดยรายจ่ายดังกล่าวส่วนใหญ่จัดสรรเพื่อลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ สำหรับโครงการ The Langham Custom House Bangkok สำหรับโครงสร้างหนี้สินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ บริษัทมีเงินกู้ยืมทั้งหมด 15,761 ล้านบาท แบ่งเป็นสกุลเงินบาท 87% สกุลเงินยูโร 11% และสกุลเงินปอนด์ 2% หากแบ่งตามรูปแบบของอัตราดอกเบี้ย จะมีสัดส่วนของอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอยู่ที่ 92% และอัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 8% ครับ ทั้งนี้ บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจำนวน 16,843 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.51 เท่า คงที่เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ครับ ถัดไปในส่วนของการดำเนินงานในแต่ละธุรกิจ ขออนุญาตส่งต่อให้กับคุณพีรพัฒน์เพื่อนำเสนอต่อไปครับ ขอบคุณครับ
Speaker #2: ขอบคุณครับ ส่วนถัดมาคือการอัปเดตการดำเนินงานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นด้วยธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมทั้งหมด 24 โรงแรม ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 3,850 ห้อง แบ่งเป็นโรงแรมในไทยจำนวน 1,372 ห้อง และโรงแรมในทวีปยุโรปจำนวน 2,478 ห้อง การเพิ่มขึ้นของจำนวนห้องของโรงแรมในทวีปยุโรปมีสาเหตุมาจากการรับโอนธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ในไตรมาสนี้ ธุรกิจโรงแรมมีรายได้จำนวน 1,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 620 ล้านบาท คิดเป็น 111% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการโอนการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงแรมทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบการให้เช่า นอกจากนี้ นอกจากห้องพักทั้งหมด 3,850 ห้องที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ยังมีห้องพักอีก 75 ห้องที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของโครงการ The Langham Custom House Bangkok หากคิดรวม บริษัทจะมีห้องพักทั้งหมด 3,925 ห้อง สำหรับโรงแรมในประเทศไทย มีรายได้จำนวน 464 ล้านบาท แบ่งเป็น 431 ล้านบาทจากโรงแรมที่เป็นเจ้าของ และ 33 ล้านบาทจากโรงแรมที่ปล่อยเช่า มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 31% ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 67% สำหรับโรงแรมในทวีปยุโรป มีรายได้จำนวน 714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 667 ล้านบาทจากปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นที่ 39% โดยมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 66% และมีอัตราเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวันอยู่ที่ 3,400 บาท ถัดไปเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ประกอบไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ อาคารสำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน มีพื้นที่ให้เช่ารวม 35,450 ตารางเมตร จากอาคารสำนักงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย 33 Glacier Street ในลอนดอน ราชอาณาจักร, โครงการ The Uniform พญาไท และอาคาร Novo Purgit ในกรุงเทพฯ โดยด้านขวามือแสดงรายได้จากอาคารสำนักงานจำนวน 70 ล้านบาท อยู่ในระดับคงที่เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 66% ของจำนวนพื้นที่ทั้งหมด ในส่วนของพื้นที่ให้เช่าเพื่อการพาณิชย์ ประกอบด้วยพื้นที่เชิงพาณิชย์ในคอนโดมิเนียม อาคารให้เช่าระยะยาว และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในโครงการ The Uniform และ Area 22 มีจำนวนพื้นที่ให้เช่ารวมทั้งหมด 21,000 ตารางเมตร โดยบริษัทรับรู้รายได้จากธุรกิจนี้จำนวน 54 ล้านบาท และมีอัตราการเช่าพื้นที่ที่ 99.8% ถัดไปคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย โครงการแรกคือ The Residences 38 เป็นอีกหนึ่งโครงการมิกซ์ยูสของบริษัท มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมและเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ โดยในไตรมาสนี้รับรู้รายได้จากการขายจำนวน 113 ล้านบาท และรายได้จากเซอร์วิสเรสซิเดนซ์จำนวน 15 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทมีคอนโดมิเนียมที่ร่วมทุนกับแสนสิริที่อยู่ระหว่างการขายและพร้อมเข้าอยู่จำนวน 1 โครงการ คือโครงการ The Line Wiphawadi โดยมียอดขายคิดเป็น 99.8% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และอีกหนึ่งโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา คือ The Langham Custom House Bangkok ซึ่งเป็นการบูรณะโบราณสถานโรงพักศรีร้อยชักสามให้เป็นโรงแรมลักชัวรี่ระดับ 5 ดาว จำนวน 75 ห้อง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีมูลค่าโครงการกว่า 6,400 ล้านบาท คืบหน้าไปแล้ว 98% มีกำหนดการเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 4 ในปี 2569 นี้ ส่วนถัดมาคือการอัปเดตการดำเนินงานส่วนของธุรกิจบริการทางการเงิน สำหรับธุรกิจประกันชีวิต ในปีนี้ Rabbit ประกันชีวิตมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในลำดับที่ 16 เมื่อคิดจากจำนวนเบี้ยประกันภัยรับรวม สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2569 Rabbit ประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 1,479 ล้านบาท และมีเป้าหมายของปีอยู่ที่ 3,200 ล้านบาท กลยุทธ์ทางธุรกิจในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 ประกอบไปด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ด้านยอดขายและผลิตภัณฑ์ Rabbit ประกันชีวิตจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อยกระดับการ Custom Mix ของผลิตภัณฑ์ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ด้านการลงทุนมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงในการดำเนินงาน พร้อมบริหารสินทรัพย์ทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้านการดำเนินงานและเทคโนโลยีสารสนเทศมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องผ่านการทำแคมเปญสื่อสารแบรนด์เป็นระยะ ๆ ส่วนด้านอื่น ๆ Rabbit ประกันชีวิตจะดำรงอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนให้อยู่เหนือเกณฑ์ขั้นต่ำ 826 ล้านบาท ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของยอดขายประกันกลุ่ม ชดเชยด้วยการเพิ่มขึ้นของยอดขายช่องทางนายหน้าและตัวแทนประกันชีวิต สำหรับผลประกอบการธุรกิจประกันชีวิต รับรู้ผลการดำเนินงานบริการประกันภัยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 รับรู้ผลกำไรจำนวน 12 ล้านบาท ลดลง 6 ล้านบาทจากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของการขายประกันกลุ่ม ในขณะที่รายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิในไตรมาสนี้ รับรู้กำไรจำนวน 85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22 ล้านบาทจากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มกำไรจากการลงทุนและกำไรจากการปรับมูลค่านิยมของสินทรัพย์ทางการเงิน และเมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว สุทธิ Rabbit ประกันชีวิตรับรู้กำไรสุทธิจำนวน 28 ล้านบาท สำหรับธุรกิจบริหารจัดการสินเชื่อด้านคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายภายใต้ทรัมป์โซน ในไตรมาสนี้ Portfolio NPA ของทรัมป์โซนมีสินทรัพย์ทั้งหมด 44 แห่ง มูลค่ารวม 158 ล้านบาท เฉลี่ยแห่งละ 4 ล้านบาท นอกจากนี้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ทรัมป์โซนได้เข้าร่วมและชนะการประมูล NPL มูลค่ารวม 6 ล้านบาท ด้านขวามือของสไลด์คือ Portfolio ของ NPL ปัจจุบันมีมูลค่า 2,200 ล้านบาท เติบโตขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสินทรัพย์ค้ำประกันมูลค่า 1,650 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลประกอบการของธุรกิจบริหารจัดการ NPL และ NPA บริษัทรับรู้รายได้จำนวน 39 ล้านบาท ซึ่งมีเงินสดรับรวมจำนวน 39 ล้านบาท สำหรับธุรกิจจัดการกองทุน "มีท่า" ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญในธุรกิจบริการทางการเงินของบริษัท ทั้งนี้ "มีท่า" มุ่งเน้นการให้บริการลูกค้ากลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจของกลุ่ม BTS เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจาก "มีท่า" จำนวน 4 ล้านบาท และทั้งหมดนี้คือการรายงานผลการดำเนินงานของบริษัท Rabbit Holdings จำกัด 2569 ถัดไปขออนุญาตเข้าสู่ช่วง Q&A
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ขอบคุณครับ ส่วนถัดมาคือการอัปเดตการดำเนินงานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นด้วยธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมทั้งหมด 24 โรงแรม ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 3,850 ห้อง แบ่งเป็นโรงแรมในไทยจำนวน 1,372 ห้อง และโรงแรมในทวีปยุโรปจำนวน 2,478 ห้อง การเพิ่มขึ้นของจำนวนห้องของโรงแรมในทวีปยุโรปมีสาเหตุมาจากการรับโอนธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ในไตรมาสนี้ธุรกิจโรงแรมมีรายได้จำนวน 1,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 620 ล้านบาท คิดเป็น 111% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการโอนการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงแรมทวีปยุโรปกลับมาดำเนินงาน จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบการให้เช่า นอกจากนี้ นอกจากห้องพักทั้งหมด 3,850 ห้องที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ยังมีห้องพักอีก 75 ห้องที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของโครงการ The Langham, Custom House, Bangkok หากคิดรวม บริษัทจะมีห้องพักทั้งหมด 3,925 ห้อง สำหรับโรงแรมในประเทศไทยมีรายได้จำนวน 464 ล้านบาท แบ่งเป็น 431 ล้านบาทจากโรงแรมที่เป็นเจ้าของ และ 33 ล้านบาทจากโรงแรมที่ปล่อยเช่า มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 31% ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 67% สำหรับโรงแรมในทวีปยุโรปมีรายได้จำนวน 714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 667 ล้านบาทจากปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นที่ 39% โดยมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 66% และมีอัตราเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวันอยู่ที่ 3,400 บาท ถัดไปเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ประกอบไปด้วยสองส่วน ได้แก่ อาคารสำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานมีพื้นที่ให้เช่ารวม 35,450 ตารางเมตร จากอาคารสำนักงานสามแห่ง ประกอบด้วย 33 Great Church Street ในลอนดอน สหราชอาณาจักร โครงการ The Unicorn พญาไท และอาคารโนโว เพลินจิต ในกรุงเทพฯ โดยด้านขวามือแสดงรายได้จากอาคารสำนักงานจำนวน 70 ล้านบาท อยู่ในระดับคงที่เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 66% ของจำนวนพื้นที่ทั้งหมด ในส่วนของพื้นที่ให้เช่าเพื่อการพาณิชย์ ประกอบด้วยพื้นที่เชิงพาณิชย์ในคอนโดมิเนียม อาคารให้เช่าระยะยาว และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในโครงการ The Unicorn และ Ivory22 มีจำนวนพื้นที่ให้เช่ารวมทั้งหมด 21,000 ตารางเมตร โดยบริษัทรับรู้รายได้จากธุรกิจนี้จำนวน 54 ล้านบาท และมีอัตราการเช่าพื้นที่ที่ 99.8% ถัดไปคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย โครงการแรกคือ The Residences at Thirty Eight เป็นอีกหนึ่งโครงการ Mixed-Use ของบริษัท มูลค่ารวมห้าพันล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมและ Serviced Residence โดยในไตรมาสนี้รับรู้รายได้จากการขายจำนวน 113 ล้านบาท และรายได้จาก Serviced Residences จำนวน 15 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทมีคอนโดมิเนียมที่ร่วมทุนกับแสนสิริที่อยู่ระหว่างการขายและพร้อมเข้าอยู่จำนวนหนึ่งโครงการ คือโครงการ The Line Vibe โดยมียอดขายคิดเป็น 99.8% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และอีกหนึ่งโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคือ The Langham, Custom House, Bangkok ซึ่งเป็นการบูรณะโบราณสถานโรงภาษีร้อยชักสามให้เป็นโรงแรม Luxury ระดับห้าดาว จำนวน 75 ห้อง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีมูลค่าโครงการกว่า 6,400 ล้านบาท คืบหน้าไปแล้ว 98% มีกำหนดการเปิดให้บริการในไตรมาสที่สี่ในปี 2569 นี้ ส่วนถัดมาคือการอัปเดตการดำเนินงานส่วนของธุรกิจบริการทางการเงิน สำหรับธุรกิจประกันชีวิต ในปีนี้ Rabbit ประกันชีวิตมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในลำดับที่ 16 เมื่อคิดจากจำนวนเบี้ยประกันภัยรับรวม สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2569 Rabbit ประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 1,479 ล้านบาท และมีเป้าหมายของปีอยู่ที่ 3,200 ล้านบาท กลยุทธ์ทางธุรกิจในไตรมาสที่สามปี 2569 ประกอบด้วยสี่ส่วนสำคัญ ได้แก่ ด้านยอดขายและผลิตภัณฑ์ Rabbit ประกันชีวิตจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อยกระดับการ Custom Mix ของผลิตภัณฑ์และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ด้านการลงทุนมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงในการดำเนินงาน พร้อมบริหารสินทรัพย์ทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้านการดำเนินงานและเทคโนโลยีสารสนเทศมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องผ่านการทำแคมเปญสื่อสารแบรนด์เป็นระยะๆ สำหรับด้านอื่นๆ Rabbit ประกันชีวิตจะดำรงอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนให้อยู่เหนือเกณฑ์ขั้นต่ำ สำหรับการแบ่งสัดส่วนรายได้ตามช่องทางการขาย รับเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 826 ล้านบาท ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของยอดขายประกันกลุ่ม ชดเชยด้วยการเพิ่มขึ้นของยอดขายช่องทางนายหน้าและตัวแทนประกันชีวิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สำหรับผลประกอบการธุรกิจประกันชีวิต รับรู้ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยในไตรมาสที่สองปี 2569 รับรู้ผลกำไรจำนวน 12 ล้านบาท ลดลงหกล้านบาทจากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของการขายประกันกลุ่ม ในขณะที่รายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิในไตรมาสนี้รับรู้กำไรจำนวน 85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22 ล้านบาทจากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการลงทุนและกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว Rabbit ประกันชีวิตรับรู้กำไรสุทธิจำนวน 28 ล้านบาท สำหรับธุรกิจบริหารจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายภายใต้ Time Zone ในไตรมาสนี้ Portfolio NPA ของ Time Zone มีสินทรัพย์ทั้งหมด 44 แห่ง มูลค่ารวม 158 ล้านบาท เฉลี่ยแห่งละสี่ล้านบาท นอกจากนี้ในไตรมาสที่สองปี 2569 Time Zone ได้เข้าร่วมและชนะการประมูล NPL มูลค่ารวม 56 ล้านบาท ด้านขวามือของสไลด์คือ Portfolio ของ NPL ปัจจุบันมีมูลค่า 2,200 ล้านบาท เติบโตขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสินทรัพย์ค้ำประกันมูลค่า 1,650 ล้านบาท ทั้งนี้ผลประกอบการของธุรกิจบริหารจัดการ NPL และ NPA บริษัทรับรู้รายได้จำนวน 39 ล้านบาท จึงมีเงินสดรับรวมจำนวน 39 ล้านบาท สำหรับธุรกิจจัดการกองทุน Metha ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญในธุรกิจบริการทางการเงินของบริษัท ทั้งนี้ Metha มุ่งเน้นการให้บริการลูกค้ากลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจของกลุ่ม BTS เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้ในไตรมาสที่สองปี 2569 บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจาก Metha จำนวนสี่ล้านบาท และทั้งหมดนี้คือการรายงานผลการดำเนินงานของบริษัท Rabbit Holdings จำกัด (มหาชน) ประจำไตรมาสที่สองปี 2569 ถัดไปขออนุญาตเข้าสู่ช่วง Q&A ครับ สำหรับคำถามตอนนี้มีเข้ามาค่อนข้างเยอะครับ ขออนุญาตจัดกลุ่มคำถามเป็นทั้งหมดสี่กลุ่มนะครับ ขอเริ่มที่กลุ่มแรกครับ เป็นเกี่ยวกับ Outlook ในช่วงครึ่งปีหลังของบริษัทจะเป็นอย่างไรครับ
Speaker #1: ครับผม สำหรับคำถามครับ ตอนนี้มีเข้ามาค่อนข้างเยอะครับ ขออนุญาตจับกลุ่มคำถามเป็นทั้งหมด 4 กลุ่มนะครับ ขอเริ่มที่กลุ่มแรกครับ เป็นเกี่ยวกับ Outlook ในช่วงครึ่งปีหลังของบริษัทครับ จะเป็นอย่างไรครับผม
Speaker #3: อันนี้คือ Outlook ใช่ไหมคะ
Speaker #1: ครับผม คําถามเกี่ยวกับแนวโน้มของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังครับ
Soraya Satiangoset: อันนี้คือ Outlook ใช่ไหมคะ
Speaker #3: ค่ะ แนวโน้มบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังค่ะ คือ wrap up ก่อนค่ะ ว่าช่วงครึ่งปีแรกเรามีเรื่องของธุรกิจโรงแรมนะคะ ในช่วงต้นปีที่ดี แล้วก็มันเป็น seasonal ก็คือในช่วงกลางปีก็โรงแรมก็ดรอปลงค่ะ มอง looking ไปในครึ่งปีหลังค่ะ คาดว่าธุรกิจโรงแรมในประเทศก็จะเริ่มมีการฟื้นตัว เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ seasonal ด้วย แล้วก็ในเรื่องของผลกระทบของสงครามและต้นทุนยังคงมีอยู่นะคะ แต่ว่าก็ผลกระทบพวกนี้เราจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะฉะนั้นวันนี้มอง outlook ไปในปีที่เหลือนะคะ สำหรับในตัวธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย เราก็คิดว่าน่าจะฟื้นตัว แล้วก็กลับมาสามารถสร้างรายได้ แล้วก็ทำกำไรตาม season ของมันนะคะ ส่วนธุรกิจโรงแรมในยุโรปที่เรามีการรับกลับเข้ามานะคะ เป็นโรงแรมที่เราบริหารเองจากตอนเดือนเมษายน ก็ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาค่ะ ก็ดี แล้วก็วันนี้มองไปที่ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ค่ะ ก็คิดว่าน่าจะสามารถทำรายได้แล้วก็ทำกำไรได้ตามเป้า แต่ว่าในยุโรปค่ะ ในช่วงปลาย ๆ ปีก็อาจจะมีความเป็น low season นิดหนึ่งค่ะ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ นะคะ เรื่องของให้เช่าอะไรพวกนี้ค่ะ ก็เป็นธุรกิจที่เป็น recurring income เพราะฉะนั้นรวม ๆ กัน ไตรมาส 3 และ 4 ในช่วงครึ่งปีหลังค่ะ ก็คิดว่าในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ portfolio ในภาพรวมก็น่าจะทำผลการดำเนินงานได้ดี ธุรกิจบริการทางการเงินค่ะ ธุรกิจประกันชีวิตก็จะเป็น seasonal เช่นกัน ก็คาดหวังว่าในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไตรมาสที่มันเป็นการปิดปีค่ะ ก็จะสามารถมีรายได้จากการขายประกันได้มากขึ้นตาม nature ของธุรกิจนะคะ ธุรกิจ AMC นี่ก็เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจค่ะ เรื่องของภาวะหนี้ แล้วก็เรื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์ค่ะ เพราะฉะนั้นโดยรวมของกลุ่มบริษัท Rabbit Holdings เราก็คาดการณ์ว่าปีนี้เราก็น่าจะทำ performance ได้ตาม target ที่เคยตั้งไว้ค่ะ แล้วก็ในตัวไตรมาส 4 นะคะ ก็น่าจะเห็นผลการดำเนินงานที่ดีในภาพรวมค่ะ
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ครับ ผมมีคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังครับ
Soraya Satiangoset: แนวโน้มบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง Wrap up ก่อนค่ะ ว่าช่วงครึ่งปีแรก เรามีเรื่องของธุรกิจโรงแรมนะคะ ในช่วงต้นปีที่ดี แล้วก็มันเป็น Seasonal ก็คือในช่วงกลางปี โรงแรมก็ drop ลงค่ะ มอง Looking ไปในครึ่งปีหลังค่ะ คาดว่าธุรกิจโรงแรมในประเทศก็จะเริ่มมีการฟื้นตัว เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ Seasonal ด้วย แล้วก็ในเรื่องของผลกระทบของสงครามและต้นทุนยังคงมีอยู่นะคะ แต่ว่าผลกระทบพวกนี้เราจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะฉะนั้นวันนี้มอง Outlook ไปในปีที่เหลือนะคะ สำหรับในตัวธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย เราก็คิดว่าน่าจะฟื้นตัว แล้วก็กลับมาสามารถสร้างรายได้ แล้วก็ทำกำไรตาม Season ของมันนะคะ ส่วนธุรกิจโรงแรมในยุโรปที่เรามีการรับกลับเข้ามานะคะ เป็นโรงแรมที่เราบริหารเองจากตอนเดือนเมษายน ผลการดำเนินงานในไตรมาสสองที่ผ่านมาค่ะ ก็ดี แล้วก็วันนี้มองไปที่ไตรมาสสามและไตรมาสสี่ค่ะ ก็คิดว่าน่าจะสามารถทำรายได้และทำกำไรได้ตามเป้า แต่ว่าในยุโรปค่ะ ในช่วงปลายๆ ปีก็อาจจะมีความเป็น Low Season นิดนึงค่ะ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ค่ะ เรื่องของให้เช่าอะไรพวกนี้ค่ะ ก็เป็นธุรกิจที่เป็น Recurring Income เพราะฉะนั้นรวมๆ กัน ไตรมาสสามและสี่ในช่วงครึ่งปีหลังค่ะ ก็คิดว่าในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ Portfolio ในภาพรวมก็น่าจะทำผลการดำเนินงานได้ดี ธุรกิจบริการทางการเงินค่ะ ธุรกิจประกันชีวิตก็จะเป็น Seasonal เช่นกัน ก็คาดหวังว่าในไตรมาสสี่ซึ่งเป็นไตรมาสที่มันเป็นการปิดปีค่ะ ก็จะสามารถมีรายได้จากการขายประกันได้มากขึ้นตาม Nature ของธุรกิจนะคะ ธุรกิจ AMC นี่ก็เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจค่ะ เรื่องของภาวะหนี้ แล้วก็เรื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์ค่ะ เพราะฉะนั้นโดยรวมของกลุ่มบริษัท Rabbit Holdings เราก็คาดการณ์ว่าปีนี้เราก็น่าจะทำ Performance ได้ตาม Target ที่เคยตั้งไว้ค่ะ แล้วก็ในตัวไตรมาสสี่ค่ะ ก็น่าจะเห็นผลการดำเนินงานที่ดีในภาพรวมค่ะ
Speaker #1: ครับ คำถามถัดไปนะครับ เกี่ยวกับผลกระทบจากการรับโอนธุรกิจโรงแรมในยุโรปครับ การกลับมาบริหารมีผลกระทบอย่างไรบ้างครับ แล้วก็รวมถึงแนวโน้มในอนาคตครับผม
[Company Representative] (Rabbit Holdings): คำถามถัดไปนะครับ เกี่ยวกับผลกระทบจากการรับโอนธุรกิจโรงแรมในยุโรปกลับมาบริหาร มีผลกระทบอย่างไรบ้างครับ แล้วก็รวมถึงแนวโน้มในอนาคตครับผม
Speaker #3: ค่ะ จากคำถามที่มีมานะคะ ก็คือคำถามค่ะ ผลกระทบจากการปรับโมเดลโรงแรมในธุรกิจนะคะ คือก่อนหน้าต้องเท้าความ อาจจะต้องกลับไปที่ประมาณหน้า 7 ค่ะ IR ค่ะ เท้าความนิดหนึ่งค่ะ โรงแรมในยุโรปเราเข้าไปลงทุนนะคะ ตั้งแต่ปี 2017 นะคะ ตอนนั้นก็เป็นเรื่องของการเข้าไปลงทุนแล้วก็บริหารจัดการเอง ทีนี้ในช่วงโควิดนะคะ ก็เป็นช่วงที่โรงแรมทั้งหมดได้รับผลกระทบนะคะ วันนั้นเราก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจมาเป็นเรื่องของการปล่อยเช่าแทน แล้วก็มีผู้เช่านะคะ พร้อมกับสัญญาจะซื้อจะขาย ก็ช่วงนั้นก็เปลี่ยนโมเดลธุรกิจมาเป็นการรับรายได้ค่าเช่า วันนี้ค่ะ อาจจะมีเรื่องของความขัดข้องของผู้จะซื้อนะคะ ที่ไม่สามารถที่จะซื้อได้ เราก็รับโรงแรมที่เราปล่อยเช่ากลับมาบริหารเองนะคะ ตั้งแต่ 1 เมษายน ปีนี้เป็นต้นไปค่ะ ก็ตัวอย่างจากหน้าสไลด์ค่ะ ขวามือค่ะ ก็จะเห็นว่าในช่วงที่เราปล่อยเช่า โมเดลธุรกิจมันก็จะเป็นเรื่องของการรับค่าเช่านะคะ ประมาณไตรมาสละ 150 ถึง 175 ทีนี้พอเรามาบริหารเองค่ะ ก็จะเข้ามาใน P&L ของธุรกิจเต็มจำนวนค่ะ ตัวรายได้รับ ตัว Top Line ก็จะประมาณไตรมาสละ 700 กว่าล้านค่ะ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็การปรับโมเดลทางธุรกิจก็เป็นไปตามเหตุผลของทางธุรกิจนะคะ แล้วก็ตามตอนที่เป็นเช่าก็ได้ค่าเช่านะคะ แล้วก็พอกลับมาบริหารก็มีรายได้ แล้วก็เป็นกำไร ก็โมเดลธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ถามว่าดีไม่ดียังไง ก็คือถ้ามาบริหารเองค่ะ มันก็จะมีเรื่องของการรับรายได้แล้วก็ P&L ที่มันเต็มจำนวนค่ะ แล้วก็มีโอกาสในเรื่องของการ Upside ต่าง ๆ มากขึ้นกว่าการที่เป็นค่าเช่า ซึ่งมันค่อนข้าง Limit Return นะคะ สำหรับเราค่ะ วันนี้เราก็มองดูว่า Port ของธุรกิจในยุโรปค่ะ ด้วยสถานที่ ด้วย Location มันจะมีความห่างไกล เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราดูก็คือ คิดว่าอยากจะหาผู้มาเช่านะคะ แล้วก็รับค่าเช่า แต่ว่าในการบริหารเอง ถามว่ามีประเด็นปัญหาอะไรไหม เราก็บริหารเองได้อยู่แล้วค่ะ เพราะว่าเราทำมาตั้งแต่ตอนที่เราเข้าไปซื้อปี 2017 ทีนี้มีคำถามมาว่า บริษัทจะมีแผนควบคุมประสิทธิภาพอะไรยังไง อันนี้ก็ต้องบอกว่ามันเป็นโรงแรมของเรามาตั้งแต่ต้นค่ะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของความเข้าใจในตัวของทรัพย์สิน การบริหารจัดการ รวมถึงคนที่ดำเนินการค่ะ ก็จะเป็นคนที่เป็นพนักงานของเรามาตั้งแต่ต้นค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องของการรับโอนกิจการกลับเข้ามาทำเอง มันก็ไม่ได้มีเรื่องของความติดขัดยังไงค่ะ ทุกอย่างก็เป็นไปอย่าง Smooth ค่ะ
Soraya Satiangoset: จากคำถามที่มีมานะคะ ก็คือคำถามค่ะ ผลกระทบจากการปรับโมเดลโรงแรมในธุรกิจนะคะ คือก่อนหน้าต้องเท้าความ อาจจะต้องกลับไปที่ประมาณหน้าเจ็ดค่ะ IR ค่ะ เท้าความนิดนึงค่ะ โรงแรมในยุโรปเราเข้าไปลงทุนนะคะ ตั้งแต่ปี 2017 นะคะ ตอนนั้นก็เป็นเรื่องของการเข้าไปลงทุนแล้วก็บริหารจัดการเอง ทีนี้ในช่วงโควิดนะคะ ก็เป็นช่วงที่โรงแรมทั้งหมดได้รับผลกระทบนะคะ วันนั้นเราก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจมาเป็นเรื่องของการปล่อยเช่าแทน แล้วก็มีผู้เช่านะคะ พร้อมกับสัญญาจะซื้อจะขาย ก็ช่วงนั้นก็เปลี่ยนโมเดลธุรกิจมาเป็นการรับรายได้ค่าเช่า วันนี้ค่ะ อาจจะมีเรื่องของความขัดข้องของผู้จะซื้อนะคะ ที่ไม่สามารถที่จะซื้อได้ เราก็รับโรงแรมที่เราปล่อยเช่านะคะ กลับมาบริหารเองนะคะ ตั้งแต่ 1 เมษายนปีนี้เป็นต้นไปค่ะ ก็ตัวอย่างจากหน้าสไลด์ค่ะ ขวามือค่ะ ก็จะเห็นว่าในช่วงที่เราปล่อยเช่า โมเดลธุรกิจมันก็จะเป็นเรื่องของการรับค่าเช่านะคะ ประมาณไตรมาสละ ฿150 ถึง ฿175 ล้าน ทีนี้พอเรามาบริหารเองค่ะ ก็จะเข้ามาใน P&L ของธุรกิจเต็มจำนวนนะคะ ส่วนรายได้รับตัว Topline ก็จะประมาณไตรมาสละ ฿700 กว่าล้านค่ะ เพราะฉะนั้นตัวนี้การปรับโมเดลทางธุรกิจก็เป็นไปตามเหตุผลของทางธุรกิจนะคะ แล้วก็ตอนที่เป็นเช่าก็ได้ค่าเช่านะคะ แล้วก็พอกลับมาบริหารก็มีรายได้แล้วก็เป็นกำไร ก็โมเดลธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ถามว่าดีไม่ดียังไง ก็คือถ้ามาบริหารเองค่ะ มันก็จะมีเรื่องของการรับรายได้แล้วก็ P&L ที่มันเต็มจำนวนนะคะ แล้วก็มีโอกาสในเรื่องของการ Upside ต่างๆ มากขึ้นกว่าการที่เป็นค่าเช่า ซึ่งมันค่อนข้าง Limit Return นะคะ สำหรับเราวันนี้เราก็มองดูว่า Port ของธุรกิจในยุโรป ด้วยสถานที่ด้วย Location มันจะมีความห่างไกล เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราดูก็คือคิดว่าอยากจะหาผู้มาเช่าแล้วก็รับค่าเช่า แต่ว่าในการบริหารเอง ถามว่ามีประเด็นปัญหาอะไรไหม เราก็บริหารเองได้อยู่แล้วค่ะ เพราะว่าเราทำมาตั้งแต่ตอนที่เราเข้าไปซื้อปี 2017 ทีนี้มีคำถามมาว่าบริษัทจะมีแผนควบคุมประสิทธิภาพอะไรยังไง อันนี้ก็ต้องบอกว่ามันเป็นโรงแรมของเรามาตั้งแต่ต้นนะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของความเข้าใจในตัวของทรัพย์สิน การบริหารจัดการ รวมถึงคนที่ดำเนินการก็จะเป็นคนที่เป็นพนักงานของเรามาตั้งแต่ต้นค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องของการรับโอนกิจการกลับเข้ามาทำเอง มันก็ไม่ได้มีเรื่องของความติดขัดยังไงค่ะ ทุกอย่างก็เป็นไปอย่าง Smooth ค่ะ
Speaker #1: ครับผม ขอบคุณครับ สำหรับคำถามถัดไปนะครับ โครงการ The Langham Custom House Bangkok ครับ คาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรให้แก่ Rabbit Holdings ประมาณเท่าไหร่ครับผม
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ขอบคุณครับ สำหรับคำถามถัดไปนะครับ โครงการ The Langham, Custom House, Bangkok ครับ คาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรให้แก่ Rabbit Holdings ประมาณเท่าไหร่ครับผม
Speaker #3: ไปเปิดไปที่หน้า Langham นิดหนึ่งค่ะ ค่ะ โครงการนี้ค่ะ เป็นโครงการที่เราก่อสร้างนะคะ ก็ตอนนี้เรียกได้ว่าก่อสร้าง เรียกว่าเสร็จแล้วค่ะ ก็อยู่ระหว่างเรื่องของเตรียมการที่จะเปิดโรงแรมนะคะ ก็จะมีกำหนดเปิดในเดือนธันวาคมนี้ค่ะ ก็ตัวนี้ค่ะ เรามองดูเป็น Positive Return นะคะ เป็นสัญญาเช่า 30 ปี กับทางกรมธนารักษ์ค่ะ ก็คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ contribute รายได้ให้เรา แล้วก็กำไรให้เราพอสมควรค่ะ แต่ว่าวันนี้จะตอบว่ามากน้อยแค่ไหนยังไง ก็คิดว่าเป็น contribution ให้กับธุรกิจโรงแรมค่ะ เพียงแต่ว่าวันนี้อาจจะต้องเทสต์ตลาดในเรื่องของราคา ในเรื่องของ occupancy อยู่ค่ะ ถ้ามีความคืบหน้ายังไง เดี๋ยวอัปเดตได้จากผลการดำเนินงานจริงที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าค่ะ แต่ก็มีความมั่นใจว่าเปิดขึ้นมาแล้ว ก็จะได้รับการตอบรับ แล้วก็สามารถที่จะสร้าง positive return ให้กับกลุ่ม Rabbit Holdings ในภาพรวมค่ะ
Soraya Satiangoset: ไปเปิดไปที่หน้า Langham นิดนึงค่ะ โครงการนี้เป็นโครงการที่เราก่อสร้างนะคะ ก็ตอนนี้เรียกได้ว่าก่อสร้างเรียกว่าเสร็จแล้วค่ะ ก็อยู่ระหว่างเรื่องของเตรียมการที่จะเปิดโรงแรมนะคะ ก็จะมีกำหนดเปิดในเดือนธันวาคมนี้ค่ะ ตัวนี้เรามองดูเป็น Positive Return นะคะ เป็นสัญญาเช่า 30 ปีกับทางกรมธนารักษ์ ก็คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ Contribute รายได้ให้เราแล้วก็กำไรให้เราพอสมควรค่ะ แต่ว่าวันนี้จะตอบว่ามากน้อยแค่ไหนยังไง ก็คิดว่าเป็น Contribution ให้กับธุรกิจโรงแรมค่ะ เพียงแต่ว่าวันนี้จะต้อง Test ตลาดในเรื่องของราคา ในเรื่องของ Occupancy อยู่ค่ะ ถ้ามีความคืบหน้ายังไง เดี๋ยวอัปเดตได้ตามผลการดำเนินงานจริงที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าค่ะ แต่ก็มีความมั่นใจว่าเปิดขึ้นมาแล้วก็จะได้รับการตอบรับ แล้วก็สามารถที่จะสร้าง Positive Return ให้กับกลุ่ม Rabbit Holdings ในภาพรวมค่ะ
Speaker #1: ครับผม คําถามสุดท้ายนะครับ เกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทครับ มีความคืบหน้ายังไงบ้างครับผม
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ครับ ผมคำถามสุดท้ายนะครับ เกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทครับ มีความคืบหน้ายังไงบ้างครับผม
Speaker #3: เปิดไปที่หน้าสไลด์แผนการขายทรัพย์สินนิดหนึ่งค่ะ ค่ะ ก็ตอนนี้อย่างที่เรียนอัปเดตกับทางผู้ถือหุ้นและนักลงทุนมาตลอดนะคะ ว่าหลังจากช่วงโควิด เรามีการพิจารณานะคะ เรื่องของแผนการลงทุน แล้วก็ทรัพย์สิน แล้วก็มีการแบ่งแยกทรัพย์สินที่ มีศักยภาพนะคะ แต่อาจจะยังไม่อยู่ในเฟสที่สร้างผลกําไรและผลตอบแทนให้บริษัทในทันที ก็ตัวนี้มีแผนที่จะขาย ที่ผ่านมา มันก็มีเรื่องของการขายเป็นระยะนะคะ ตามเขาเรียกว่าตลาดค่ะ ปีนี้ก็ที่ผ่านมาต้นปี ก็มีเรื่องของการขาย การ Diverse ไปแล้วนะคะ ตามแผน ก็คาดว่าปีนี้จะมีขายออกไปไหม ก็ออกไปตามแผนเช่นกันค่ะ ถ้าอยู่บนหน้าจอค่ะ ก็มีแผนที่จะจําหน่ายออกไปค่ะ ซึ่งเงินตัวนี้ก็จะเป็นตัวที่นํามาปรับโครงสร้างของเงินทุนนะคะ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจาก ทําให้ผลการดําเนินงานของบริษัทในภาพรวมดีขึ้นค่ะ ก็ตัวอย่างอย่างเช่น เรามีอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าในกรุงเทพฯ นะคะ ก็อันนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่เราดําเนินการขาย เรามีโครงการคอนโดมิเนียมนะคะ Residences 38 อันนี้ก็เป็นเรื่องของการขายตามแผน แล้วก็เรื่องโรงแรมในยุโรปที่เรารับกลับเข้ามาอย่างที่เรียนค่ะ ก็ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่เราก็มีผู้สนใจติดต่ออยากซื้อเข้ามา ซึ่งอันนี้เราก็เปิดโอกาสให้มีการเจรจานะคะ แล้วก็ถ้าราคา แล้วก็เงื่อนไขต่าง ๆ ได้ ก็เป็นหนึ่งอันที่เราจะพิจารณาเช่นกันค่ะ
Soraya Satiangoset: เปิดไปที่หน้าสไลด์แผนการขายทรัพย์สินนิดนึงค่ะ ตอนนี้อย่างที่เรียนอัปเดตกับทางผู้ถือหุ้นและนักลงทุนมาตลอดนะคะ ว่าหลังจากช่วง COVID-19 เรามีการพิจารณานะคะเรื่องของแผนการลงทุนแล้วก็ทรัพย์สิน แล้วก็มีการแบ่งแยกทรัพย์สินที่มีศักยภาพนะคะ แต่อาจจะยังไม่อยู่ใน Phase ที่สร้างผลกำไรและผลตอบแทนให้บริษัทได้ทันที ก็ตัวนี้มีแผนที่จะขาย ที่ผ่านมามันก็มีเรื่องของการขายเป็นระยะนะคะตามตลาดค่ะ ปีนี้ก็ที่ผ่านมาต้นปีก็มีเรื่องของการขาย การ Divest ไปแล้วนะคะตามแผน ก็คาดว่าปีนี้จะมีขายออกไปไหม ก็ออกไปตามแผนเช่นกันค่ะ ถ้าอยู่บนหน้าจอก็มีแผนที่จะจำหน่ายออกไปค่ะ ซึ่งเงินตัวนี้ก็จะเป็นตัวที่นำมาปรับโครงสร้างของเงินทุนนะคะ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายแล้วก็ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทในภาพรวมดีขึ้นค่ะ ก็ตัวอย่างเช่น เรามีอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าในกรุงเทพนะคะ อันนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่เราดำเนินการขาย เรามีโครงการคอนโดมิเนียม The Residences at Thirty Eight อันนี้ก็เป็นเรื่องของการขายตามแผน แล้วก็เรื่องโรงแรมในยุโรปที่เรารับกลับเข้ามาอย่างที่เรียนค่ะ ก็ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่เราก็มีผู้สนใจติดต่ออยากซื้อเข้ามา ซึ่งอันนี้เราก็เปิดโอกาสให้มีการเจรจานะคะ แล้วก็ถ้าราคาแล้วก็เงื่อนไขต่างๆ ได้ ก็เป็นหนึ่งอันที่เราจะพิจารณาเช่นกันค่ะ
Speaker #1: ครับผม ขอบคุณมากครับ สําหรับตอนนี้คําถามก็หมดแล้วนะครับ อย่างไรก็ตาม
Speaker #3: เข้าใจว่ามีคำถามในลิสต์ที่ไม่ได้ถามหรือเปล่าคะ งั้นขออนุญาตตอบนะคะ คำถามบางอันอาจจะเป็นเรื่องของตอนนี้ยูนิคอร์นคนเช่าเต็มไหมนะคะ ก็จุดยูนิคอร์นที่ตรงพญาไทค่ะ เป็นตึก Mixed Use เราเปิดมาก็ประมาณ 3 ปีแล้วนะคะ ก็ในส่วนของโรงแรม Eastin Grand พญาไท ก็เป็นโรงแรมที่ผ่านมาในไตรมาส 2 นะคะ อย่างที่เรียนว่าเป็นช่วง Low Season ก็เราก็มี Occupancy Rate ขึ้นไปถึง 70 กว่าเปอร์เซ็นต์นะคะ ซึ่งถือว่าดีมากนะคะ แล้วก็ในส่วนของเช่าที่เป็นสำนักงานออฟฟิศค่ะ ก็ตอนนี้ Occupancy สักประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์นะคะ ซึ่งก็ไม่ได้แย่ค่ะ เพราะว่ามันเป็นช่วง 3 ปีที่มันจะมีเรื่องของการทบทวนสัญญาเช่าเป็นปกติประจำปีนะคะ ตอนนี้ใน Pipeline ก็คาดว่าจะมีคนเช่าเพิ่มขึ้น ในส่วนของ Retail ค่ะ ตอนนี้เราเปิดทั้งหมดเต็มพื้นที่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นโดยรวมภาพของยูนิคอร์นค่ะ ถ้ามีคำถามว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ก็ต้องบอกว่าในภาพรวมดีค่ะ มีรายได้ แล้วก็สร้างที่เป็นเขาเรียกว่า Positive Contribution ให้กับ Rabbit Holdings นะคะ ก็ในส่วน Occupancy ของออฟฟิศก็ดีค่ะ แล้วก็น่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจาก Pipeline ที่เราเห็นค่ะ ค่ะ มีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ขอบคุณมากครับ สำหรับตอนนี้ คำถามก็หมดแล้วนะครับ อย่างไรก็ตาม
Soraya Satiangoset: แสดงว่ามีคำถามใน List ที่ไม่ได้ถามหรือเปล่าคะ งั้นขออนุญาตตอบนะคะ คำถามบางอันอาจจะเป็นเรื่องของตอนนี้ Unicorn คนเช่าเต็มไหมนะคะ ก็จุด Unicorn ที่ตรงพญาไทค่ะ เป็นตึก Mixed-Use เราเปิดมาก็ประมาณ 3 ปีแล้วนะคะ ก็ในส่วนของโรงแรม Eastin Grand Phayathai ก็เป็นโรงแรมที่ผ่านมาในไตรมาส 2 นะคะ อย่างที่เรียนว่าเป็นช่วง Low Season เราก็มี Occupancy Rate ขึ้นไปถึง 70 กว่า% นะคะ ซึ่งถือว่าดีมากนะคะ แล้วก็ในส่วนของเช่าที่เป็นสำนักงานออฟฟิศค่ะ ก็ตอนนี้ Occupancy สักประมาณ 60% นะคะ ซึ่งก็ไม่ได้แย่ค่ะ เพราะว่ามันเป็นช่วง 3 ปีที่มันจะมีเรื่องของการทบทวนสัญญาเช่าเป็นปกติประจำปีนะคะ ตอนนี้ใน Pipeline ก็คาดว่าจะมีคนเช่าเพิ่มขึ้น ในส่วนของ Retail ค่ะ ตอนนี้เราเปิดทั้งหมดเต็มพื้นที่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นโดยรวมภาพของ Unicorn ถ้ามีคำถามว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ก็ต้องบอกว่าในภาพรวมดีค่ะ มีรายได้แล้วก็สร้างที่เป็น Positive Contribution ให้กับ Rabbit Holdings นะคะ ก็ในส่วน Occupancy ของออฟฟิศก็ดีค่ะ แล้วก็น่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจาก Pipeline ที่เราเห็นค่ะ มีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ
Speaker #1: ไม่มีแล้วครับ หากนักลงทุนมีคำถามเพิ่มเติม สามารถส่งมาภายหลังได้ที่อีเมล ir@rabbitholdings.co.th นะครับ สำหรับวันนี้ คุณศรัณยา และฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัท Rabbit Holdings จำกัด (มหาชน) ขออนุญาตจบการนำเสนอ Earnings Call แต่เพียงเท่านี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในไตรมาสหน้าครับ ขอบคุณครับ
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ไม่มีแล้วครับ หากนักลงทุนมีคำถามเพิ่มเติม สามารถส่งมาภายหลังได้ที่อีเมล ir@rabbit-holdings.co.th นะครับ สำหรับวันนี้ คุณศลยา และฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัท Rabbit Holdings จำกัด (มหาชน) ขออนุญาตจบการนำเสนอ Earning Call แต่เพียงเท่านี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในไตรมาสหน้าครับ ขอบคุณครับ
Soraya Satiangoset: ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ
[Company Representative] (Rabbit Holdings): ครับ
