Q2 2026 Star Petroleum Refining Public Co Ltd Earnings Call

Speaker #1: สวัสดีค่ะ ท่านนักลงทุนทุกท่าน ดิฉันมรนาถ มีถาวร ผู้จัดการส่วนนักลงทุนสัมพันธ์ ขอยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแถลงผลประกอบการประจําไตรมาส 2 ปี 2569 ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์ดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ SPRC ค่ะ ในลําดับถัดไป ดิฉันขอแนะนําท่านผู้บริหารที่เข้าร่วมการประชุมกับเราในวันนี้ค่ะ ท่านแรก คุณนุสรา สมเกียรติ วีระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินและบัญชี ท่านที่สอง คุณนงนภา ทองพิทักษ์ถาวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกลยุทธ์นโยบายและพัฒนาธุรกิจ

Speaker #2: สวัสดีค่ะ

Speaker #1: ท่านที่สาม คุณอัศวิน เผ่าทองทาย Head of Marketing and Data Analytics ค่ะ

Speaker #3: สวัสดีครับ

Speaker #1: และท่านสุดท้าย คุณยันยง อันกรมกริยา ผู้จัดการส่วนวางแผนธุรกิจ

Speaker #4: สวัสดีครับ

Speaker #1: สําหรับ สําหรับการแถลงผลประกอบการในวันนี้นะคะ จะแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อหลักด้วยกันค่ะ โดยจะเริ่มจาก Strategy and Key Highlights นะคะ และต่อมาด้วย Performance Analysis และตามด้วย Looking Ahead และเราจะจบเซสชันสุดท้ายด้วยการอัปเดตโครงการ Jump Plus ค่ะ ในลําดับถัดไปนะคะ ขอเชิญคุณนงนภาเริ่มการบรรยายได้เลยค่ะ

วรนารถ มีถาวร: สวัสดีค่ะ ท่านนักลงทุนทุกท่าน ดิฉัน วรนารถ มีถาวร ผู้จัดการส่วนนักลงทุนสัมพันธ์ ขอยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสสอง ปี 2569 ของบริษัท Star Petroleum Refining Public Company Limited หรือ SPRC ค่ะ ในลำดับถัดไป ดิฉันขอแนะนำท่านผู้บริหารที่เข้าร่วมการประชุมกับเราในวันนี้ค่ะ ท่านแรก คุณนุสรา สมเกียรติวีระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินและบัญชี ท่านที่สอง คุณนงนภา ทองพิทักษ์ถาวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกลยุทธ์นโยบายและพัฒนาธุรกิจ

Speaker #2: ค่ะ สวัสดีค่ะ ท่านนักลงทุนทุกท่านนะคะ ที่เข้าร่วมรับฟังการนําเสนอของเราในวันนี้นะคะ ในไตรมาสที่ผ่านมานะคะ เราได้กล่าวถึงแนวทางที่บริษัทเนี่ยใช้ในการก้าวผ่านความท้าทายจากการขัดแย้งนะคะ ทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด ภายใต้กลยุทธ์การเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในการดําเนินธุรกิจ ตลอดช่วงที่ผ่านมาบริษัทเนี่ยสามารถดําเนินการตามแผนในระยะแรกได้สําเร็จ โดยสามารถรับมือกับผลกระทบในช่วงเริ่มต้น และรักษาเสถียรภาพของการดําเนินงานได้ตามเป้าหมาย ปัจจุบันเราได้ก้าวเข้าสู่ระยะของการเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งมุ่งเน้นการรักษาความต่อเนื่องของการดําเนินงาน ผ่านการปฏิบัติงานด้วยความมีวินัยและความรอบคอบ ระยะนี้นะคะจึงเป็นช่วงของการดําเนินงานอย่างต่อเนื่องและสม่ําเสมอ โดยเรายังคงให้ความสําคัญกับการรักษาความเชื่อถือได้ของการดําเนินงาน การส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตามแผนที่กําหนด การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ตลอดจนการลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการกระจายแหล่งจัดหาและการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานค่ะ ลําดับความสําคัญของเรายังคงมีความชัดเจนใน 4 ด้านหลักนะคะ ได้แก่ ประการแรก การสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ผ่านการดําเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและการปฏิบัติตามข้อกําหนดด้านการสํารองน้ํามันตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องค่ะ ประการที่สอง การรักษาความเป็นเลิศด้านการดําเนินงาน โดยคงความเชื่อถือได้ในการจัดหาผลิตภัณฑ์ และส่งมอบตามสัญญา แม้ภาวะตลาดยังคงมีความผันผวน ประการที่สาม การรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินนะคะ ผ่านการบริหารจัดการ เอ่อ กระแสเงินสดอย่างมีวินัย และบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ ประการสุดท้าย การบริหารและลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการกระจายความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน และการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างใกล้ชิดค่ะ ในขณะเดียวกัน เรายังคงติดตามปัจจัยความไม่แน่นอนที่สําคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดน้ํามัน ความผันผวนของดีมานด์ ความต้องการ ความไม่แน่นอนของนโยบาย ภาวะความผันผวนของผลการดําเนินงาน ตลอดจนแรงกดดันด้านสภาพคล่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกัน และอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนน้ํามันดิบ ค่าการกลั่น มูลค่าสินค้าคงเหลือ เงินทุนหมุนเวียน ตลอดจนกระแสเงินสดของบริษัทค่ะ ทั้งนี้บริษัทได้ดําเนินมาตรการรองรับไว้แล้วในหลายด้าน โดยยังคงมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดําเนินงาน บริหารความเสี่ยงด้านการจัดหา รักษาระดับกระแสเงินสด ติดตามความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามและประเมินพัฒนาการของนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในช่วงเวลานี้ แนวทางของบริษัทยังคงมีความชัดเจน เราได้ก้าวผ่านช่วงของการรับมือกับผลกระทบในระยะแรกมาแล้ว และกําลังเดินดําเนินการตามแผนในระยะของการเสริมความแข็งแกร่ง โดยยังคงยึดมั่นในวินัยการดําเนินงาน รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงดําเนินอยู่ค่ะ ในสไลด์ถัดไปนะคะ หลังจากที่เราเนี่ยได้กล่าวถึงแนวทางที่บริษัทได้ใช้ในการรักษาความต่อเนื่องของการดําเนินงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนในปัจจุบันแล้ว สไลด์นี้เนี่ยจะแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการดําเนินงาน ด้วยความมีวินัยและความต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ค่ะ ผลการดําเนินงานที่สําคัญในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีกําไรสุทธิปรับปรุงจํานวน 272.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อไม่รวมกําไรจากสต็อกน้ํามันจํานวน 169.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับตัวดีขึ้นของค่าการกลั่น และผลการดําเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ อัตรากําไรของกิจการปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 20.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากค่าการกลั่นของธุรกิจโรงกลั่นที่แข็งแกร่งที่ระดับ 19.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ยังคงรักษาสัดส่วนการจําหน่ายภายในประเทศไว้ที่ร้อยละ 93.9 เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง และมี Commercial Margin หรืออัตรากําไรอยู่ที่ 1.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในด้านการดําเนินงาน โรงกลั่นมีอัตราการใช้กําลังการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 74.3 และมียอดขายรวมทั้งสิ้น 28.5 ล้านบาร์เรล แม้ว่ายอดขายจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อันเป็นผลจากการปิดซ่อมบํารุงใหญ่ในไตรมาสแรกของปี อย่างไรก็ตาม การปรับตัวดีขึ้นของค่าการกลั่น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานในทุกภาคส่วน ยังคงสนับสนุนให้บริษัทสามารถสร้างผลกําไรได้ในระดับที่แข็งแกร่งค่ะ โดยโครงการเพิ่มมูลค่า Enterprise Value Capture ของบริษัท อยู่ที่ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการผสานความแข็งแกร่งระหว่างธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดยรวม ผลการดําเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังคงดําเนินธุรกิจด้วยความมีวินัย มุ่งเพิ่มมูลค่าจากอัตรากําไรของกิจการอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งได้ ท่ามกลางสภาวะที่ยังคงมีความผันผวนอยู่ค่ะ ในสไลด์ถัดไป จากผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรก สไลด์นี้จะแสดงให้เห็นถึงโครงการและแนวทางเชิงรุกที่ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของวัฏจักรอุตสาหกรรมปัจจุบัน ภายใต้สภาวะตลาดที่ยังคงมีความผันผวน บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังให้ความสําคัญกับการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตผ่านแนวทางสําคัญอยู่ 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ การเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ํามันดิบ การรักษาวินัยด้านต้นทุน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ประการแรก ในส่วนของโครงการเพิ่มศักยภาพการใช้น้ํามันดิบชนิดเบา หรือว่า Light Cooled Project บริษัทได้เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ํามันดิบ และยกระดับความสามารถในการปรับตัวภายใต้สถานการณ์ด้านที่ซัพพลายเนี่ยมีความต่างไป ซึ่งถือเป็นความสามารถที่มีความสําคัญอย่างยิ่งในบริบทของความไม่แน่นอนในทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ที่ความพร้อมของน้ํามันดิบ ค่าระวังเรือ และระดับราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ดังที่แสดงในสไลด์นะคะ สัดส่วนการจัดหาน้ํามันดิบจากภาคตะวันออกกลางของบริษัท ได้ปรับลดลงจากระดับร้อยละ 84 ก่อนสถานการณ์ความขัดแย้ง เหลือร้อยละ 79 และลดลงต่อเนื่องลงมาอยู่ที่ร้อยละ 54 สะท้อนถึงความสามารถในการปรับสัดส่วนการใช้น้ํามันดิบ และการกระจายแหล่งจัดหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีความจําเป็น ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในระดับสูงในขณะนี้ บริษัทยังคงมีความสามารถในการบริหารความสมดุลในการจัดหาน้ํามันดิบจากหลายภูมิภาค ทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันตก สหรัฐ และภูมิภาคอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม ความยืดหยุ่นดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแหล่งจัดหาเพียงแหล่งใดแหล่งหนึ่งเท่านั้น และเสริมสร้างความเชื่อถือได้ในการจัดหาน้ํามันดิบในช่วงเวลาที่เกิดความผันผวน หรือการหยุดชะงักในด้านซัพพลาย นอกจากนี้โครงการยังเพิ่มศักยภาพการใช้น้ํามันดิบชนิดเบา ช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย โดยภายหลังจากการดําเนินงานเป็นไตรมาส สัดส่วนการผลิตน้ํามันอากาศยานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13 จากระดับก่อนดําเนินโครงการอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 11 ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ํามันอากาศยานเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลก่อนดําเนินโครงการ เป็นประมาณ 2 ล้านบาร์เรลหลังดําเนินโครงการ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ํามันดิบไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถบริหารความเสี่ยงด้านซัพพลายได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทสามารถปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ในส่วนที่สอง การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนยังคงเป็นหนึ่งในแนวทางสําคัญที่บริษัทให้ความสําคัญอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่สองปี 2569 นี้ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานปกติของกิจการ หรือว่า Normal Enterprise OPEC ลดลงมาอยู่ที่ 2.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงต่ํากว่าเป้าหมายระยะยาวของบริษัทที่ 2.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนถึงการดําเนินงานโครงการปิดซ่อมบํารุงใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบํารุงที่ลดลง และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ประการที่สาม บริษัทได้ดําเนินการปรับปรุงทุ่นรับน้ํามันดิบกลางทะเลแบบทุ่นผูกเรือเดี่ยว หรือ Single Point Mooring (SPM) แล้วเสร็จ และเริ่มดําเนินงานตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ซึ่งช่วยขยายอายุการใช้งานของระบบขนถ่ายน้ํามันทางทะเลออกไปอีกโดยประมาณ 30 ปี นับเป็นอีกหนึ่งโครงการสําคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อถือได้ของการรับน้ํามันดิบ เพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่ทางด้านซัพพลาย และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในระยะยาว ผ่านการลดการพึ่งพาการขนถ่ายน้ํามันระหว่างเรือ โดยรวมโครงการและแนวทางต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของตลาด ผ่านการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสัดส่วนการใช้น้ํามันดิบ การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความต่อเนื่องของการดําเนินงาน เพิ่มอัตรา กําไรของกิจการ และสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวค่ะ ในส่วนถัดไป ส่วนของการตอบแทนผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องตลอดวัฏจักรธุรกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว แนวทางด้านการเงินของเรายังคงมีความชัดเจน โดยประการแรก บริษัทมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้น ตามนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกําไรสุทธิ โดยไม่รวมกําไรหรือขาดทุนจากสต็อกน้ํามัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการดําเนินงาน ฐานะการเงินของบริษัท ประการที่สอง บริษัทให้ความสําคัญในการรักษาฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และการลงทุนอย่างมีวินัย โดยมุ่งเน้นโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และมีระยะเวลาคืนทุนที่น่าสนใจ และประการสุดท้าย เมื่อผลการดําเนินงานและสถานะทางการเงินเอื้ออํานวย บริษัทอาจพิจารณาคืนผลตอบแทนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมจากเงินสดส่วนเกินและกําไรสะสมค่ะ ผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสําคัญต่อความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยจากผลการดําเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกปี 2567 และ 2568 บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.50 เอ่อ 50 สตางค์ต่อหุ้นนะคะ เพิ่มเติมจาก 25 สตางค์ต่อหุ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 และ 15 สตางค์ต่อหุ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขณะเดียวกัน กรอบการจ่ายเงินปันผลของบริษัทได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับความผันผวนในแต่ละวัฏจักรของตลาดได้อย่างเหมาะสม โดยเงินปันผลขั้นพื้นฐานช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนระหว่างกาลอย่างสม่ําเสมอ ขณะที่เงินปันผลประจําปีจะสะท้อนผลการดําเนินงานของบริษัทในแต่ละปี แนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกันยังคงมีความยืดหยุ่นรองรับความผันผวนของตลาด สนับสนุนโอกาสการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงินในระยะยาว โดยรวมแล้ว แนวทางของบริษัทคือการสร้างความสมดุลระหว่างการมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว ด้วยผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรก การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และกรอบนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ชัดเจน บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และสม่ําเสมอแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ ในลําดับถัดไป ขอเชิญคุณอัศวินค่ะ

นงนภา ทองพิทักษ์ถาวร: สวัสดีค่ะ

วรนารถ มีถาวร: ท่านที่สาม คุณอัศวิน เผ่าทองทาย Head of Marketing and Data Analytics ค่ะ

อัศวิน เผ่าทองทาย: สวัสดีครับ

วรนารถ มีถาวร: และท่านสุดท้าย คุณยัญยง อังคมกริยา ผู้จัดการส่วนวางแผนธุรกิจ สวัสดีครับ สำหรับการแถลงผลประกอบการในวันนี้นะคะ จะแบ่งออกเป็นสี่หัวข้อหลักด้วยกันค่ะ โดยจะเริ่มจาก Strategy and Key Highlights นะคะ และต่อมาด้วย Performance Analysis และตามด้วย Looking Ahead และเราจะจบ session สุดท้ายในการอัปเดตโครงการ Compass ค่ะ ลำดับถัดไปนะคะ ขอเชิญคุณนงนภาเริ่มการบรรยายได้เลยค่ะ

นงนภา ทองพิทักษ์ถาวร: สวัสดีค่ะ ท่านนักลงทุนทุกท่านที่เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอของเราในวันนี้นะคะ ในไตรมาสที่ผ่านมา เราได้กล่าวถึงแนวทางที่บริษัทใช้ในการก้าวผ่านความท้าทายจากการขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด ภายใต้กลยุทธ์การเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ตลอดช่วงที่ผ่านมา บริษัทสามารถดำเนินการตามแผนในระยะแรกได้สำเร็จ โดยสามารถรับมือกับผลกระทบในช่วงเริ่มต้นและรักษาเสถียรภาพของการดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย ปัจจุบันเราได้ก้าวเข้าสู่ระยะของการเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งมุ่งเน้นการรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานผ่านการปฏิบัติงานด้วยความมีวินัยและความรอบคอบ ระยะนี้จึงเป็นช่วงของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยเรายังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความเชื่อถือได้ของการดำเนินงาน การส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตามแผนที่กำหนด การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ตลอดจนการลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่านการกระจายแหล่งจัดหาและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานค่ะ ลำดับความสำคัญของเรายังคงมีความชัดเจนในสี่ด้านหลักนะคะ ได้แก่ ประการแรก การสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศผ่านการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการสำรองน้ำมันตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องค่ะ ประการที่สอง การรักษาความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน โดยคงความเชื่อถือได้ในการจัดหาผลิตภัณฑ์และส่งมอบตามสัญญา แม้ภาวะตลาดยังคงมีความผันผวน ประการที่สาม การรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินนะคะ ผ่านการบริหารจัดการกระแสเงินสดอย่างมีวินัยและบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ ประการสุดท้าย การบริหารและลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่านการกระจายความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างใกล้ชิดค่ะ ในขณะเดียวกัน เรายังคงติดตามปัจจัยความไม่แน่นอนที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดน้ำมัน ความผันผวนของ demand ความต้องการ ความไม่แน่นอนของนโยบาย ภาวะความผันผวนของผลการดำเนินงาน ตลอดจนแรงกดดันด้านสภาพคล่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น มูลค่าสินค้าคงเหลือ เงินทุนหมุนเวียน ตลอดจนกระแสเงินสดของบริษัทค่ะ ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินมาตรการรองรับไว้แล้วในหลายด้าน โดยยังคงมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน บริหารความเสี่ยงด้านการจัดหา รักษาระดับกระแสเงินสด ติดตามความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามและประเมินพัฒนาการของนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ แนวทางของบริษัทยังคงมีความชัดเจน เราได้ก้าวผ่านช่วงของการรับมือกับผลกระทบในระยะแรกมาแล้ว และกำลังดำเนินการตามแผนในระยะของการเสริมความแข็งแกร่ง โดยยังคงยึดมั่นในวินัยการดำเนินงาน รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงดำเนินอยู่ค่ะ ในสไลด์ถัดไปนะคะ หลังจากที่เราได้กล่าวถึงแนวทางที่บริษัทได้ใช้ในการรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานท่ามกลางความไม่แน่นอนในปัจจุบันแล้ว สไลด์นี้จะแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงานด้วยความมีวินัยและความต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ค่ะ ผลการดำเนินงานที่สำคัญในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีกำไรสุทธิปรับปรุงจำนวน USD 272.1 ล้าน เมื่อไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมันจำนวน USD 169.6 ล้าน โดยปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับตัวดีขึ้นของค่าการกลั่นและผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพทั้งในธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ อัตรากำไรของกิจการปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ USD 20.7 ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากค่าการกลั่นของธุรกิจโรงกลั่นที่แข็งแกร่งที่ระดับ USD 19.1 ต่อบาร์เรล ขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยังคงรักษาสัดส่วนการจำหน่ายภายในประเทศไว้ที่ 93.9% เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง และมี Commercial Margin หรืออัตรากำไรอยู่ที่ USD 1.6 ต่อบาร์เรล ในด้านการดำเนินงาน โรงกลั่นมีอัตราการใช้กำลังการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 74.3% และมียอดขายรวมทั้งสิ้น 28.5 ล้านบาร์เรล แม้ว่ายอดขายจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อันเป็นผลจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ในไตรมาสแรกของปี อย่างไรก็ตาม การปรับตัวดีขึ้นของค่าการกลั่น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกภาคส่วน ยังคงสนับสนุนให้บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้ในระดับที่แข็งแกร่งค่ะ โดยโครงการเพิ่มมูลค่า Enterprise Value Capture ของบริษัทอยู่ที่ USD 55 ล้าน สะท้อนถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการผสานความแข็งแกร่งระหว่างธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดยรวม ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความมีวินัย มุ่งเพิ่มมูลค่าจากอัตรากำไรของกิจการอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้ท่ามกลางสภาวะที่ยังคงมีความผันผวนอยู่ค่ะ ในสไลด์ถัดไป จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรก สไลด์นี้จะแสดงให้เห็นถึงโครงการและแนวทางเชิงรุกที่ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของวัฏจักรอุตสาหกรรมปัจจุบัน ภายใต้สภาวะตลาดที่ยังคงมีความผันผวน บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ผ่านแนวทางสำคัญอยู่สามด้านด้วยกัน ได้แก่ การเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบ การรักษาวินัยด้านต้นทุน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ประการแรก ในส่วนของโครงการเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำมันดิบชนิดเบา หรือ Light Crude Project บริษัทได้เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบและยกระดับความสามารถในการปรับตัวภายใต้สถานการณ์ด้าน Supply ที่มีความต่างไป ซึ่งถือเป็นความสามารถที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ที่ความพร้อมของน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และระดับราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ดังที่แสดงในสไลด์นะคะ สัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากภาคตะวันออกกลางของบริษัทได้ปรับลดลงจากระดับ 84% ก่อนสถานการณ์ความขัดแย้ง เหลือ 79% และลดลงต่อเนื่องลงมาอยู่ที่ 54% สะท้อนถึงความสามารถในการปรับสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบและการกระจายแหล่งจัดหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีความจำเป็น ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในระดับสูง ในขณะนี้ บริษัทยังคงมีความสามารถในการบริหารความสมดุลในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาค ทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันตก สหรัฐ และภูมิภาคอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม ความยืดหยุ่นดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแหล่งจัดหาเพียงแหล่งใดแหล่งหนึ่งเท่านั้น และเสริมสร้างความเชื่อถือได้ในการจัดหาน้ำมันดิบในช่วงเวลาที่เกิดความผันผวนหรือการหยุดชะงักด้าน Supply นอกจากนี้ โครงการยังเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำมันดิบชนิดเบา ช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย โดยภายหลังจากการดำเนินงานเป็นไตรมาส สัดส่วนการผลิตน้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้นเป็น 13% จากระดับก่อนดำเนินโครงการอยู่ที่ประมาณ 10% ถึง 11% ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้น 19% จากประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลก่อนดำเนินโครงการ เป็นประมาณ 2 ล้านบาร์เรลหลังดำเนินโครงการ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถบริหารความเสี่ยงด้าน Supply ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทสามารถปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ในส่วนที่สอง การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนยังคงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่สองปี 2569 นี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติของกิจการ หรือ Normal Enterprise Opex ลดลงมาอยู่ที่ USD 2.4 ต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวของบริษัทที่ USD 2.5 ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงการดำเนินงานโครงการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงที่ลดลง และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ประการที่สาม บริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเลแบบทุ่นผูกเรือเดี่ยว หรือ Single Point Mooring (SPM) แล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ซึ่งช่วยขยายอายุการใช้งานของระบบขนถ่ายน้ำมันทางทะเลออกไปอีกโดยประมาณสามสิบปี นับเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อถือได้ของการรับน้ำมันดิบ เพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่ทางด้าน Supply และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในระยะยาว ผ่านการลดการพึ่งพาการขนถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ โดยรวม โครงการและแนวทางต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนของตลาด ผ่านการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบ การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน เพิ่มอัตรากำไรของกิจการ และสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวค่ะ ในส่วนถัดไป ส่วนของการตอบแทนผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดวัฏจักรธุรกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว แนวทางด้านการเงินของเรายังมีความชัดเจน โดยประการแรก บริษัทมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นตามนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัท ประการที่สอง บริษัทให้ความสำคัญในการรักษาฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและการลงทุนอย่างมีวินัย โดยมุ่งเน้นโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีระยะเวลาคืนทุนที่น่าสนใจ และประการสุดท้าย เมื่อผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินเอื้ออำนวย บริษัทอาจพิจารณาคืนผลตอบแทนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมจากเงินสดส่วนเกินและกำไรสะสมค่ะ ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยจากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกปี 2567 และ 2568 บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา ฿0.505 ต่อหุ้นนะคะ เพิ่มเติมจาก ฿0.25 ต่อหุ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 และ ฿0.15 ต่อหุ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขณะเดียวกัน กรอบการจ่ายเงินปันผลของบริษัทได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับความผันผวนในแต่ละวัฏจักรของตลาดได้อย่างเหมาะสม โดยเงินปันผลขั้นพื้นฐานช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนระหว่างกาลอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เงินปันผลประจำปีจะสะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละปี แนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกันยังคงมีความยืดหยุ่นรองรับความผันผวนของตลาด สนับสนุนโอกาสการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงินในระยะยาว โดยรวมแล้ว แนวทางของบริษัทคือการสร้างความสมดุลระหว่างการมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว ด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรก การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และกรอบนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ชัดเจน บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ ในลำดับถัดไป ขอเชิญคุณอัศวินค่ะ

Speaker #1: ขอบคุณครับคุณพงศ์นภา ต่อไปผมขอรายงานผลการดําเนินงานของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทครับ เริ่มจากภาพรวมของราคาน้ํามันดิบในไตรมาสสองปี 2569 ราคาน้ํามันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 96.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 86.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มูซที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ปริมาณน้ํามันดิบเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียลดลง ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาน้ํามันดิบเมอร์เบิลเทียบกับน้ํามันดิบดูไบก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญมาอยู่ที่ 11.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นถึงส่วนเพิ่มความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง สําหรับแนวโน้มระยะข้างหน้า คาดว่าทั้งราคาน้ํามันดิบและส่วนต่างราคาน้ํามันดิบจะยังคงมีความผันผวนจากความไม่แน่นอนทางด้านอุปทานและการจัดหาน้ํามันดิบที่ยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ดําเนินอยู่ในหลายพื้นที่ ภายใต้สภาวะตลาดดังกล่าว HPRC สามารถสร้างค่าการกลั่นของธุรกิจโรงกลั่นได้อย่างแข็งแกร่งที่ 23.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสนี้ โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ํามันอากาศยาน น้ํามันดีเซล และน้ํามันเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้น จากภาวะอุปทานผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคที่ยังตึงตัว ระดับสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ในระดับต่ํา ตลอดจนความไม่แน่นอนของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มูซ ซึ่งส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์สําเร็จรูปยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาในรายผลิตภัณฑ์ ส่วนต่างราคาน้ํามันอากาศยานและน้ํามันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยส่วนต่างราคาน้ํามันอากาศยานและน้ํามันดีเซลอยู่ที่ 62.8 และ 62.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลําดับ ปัจจัยสนับสนุนสําคัญมาจากการหยุดชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง การลดลงของอัตราการใช้กําลังการกลั่นในภูมิภาคเอเชีย การส่งออกจากตะวันออกกลางและจีนที่ลดลง ระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับต่ํา รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับอุปทานจากรัสเซีย แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ํามันอากาศยานจะเริ่มปรับลดลงหลังจากการกลับมาเปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มูซที่ได้มากขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้น้ํามันดีเซลยังคงได้รับแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง แต่โดยรวมแล้ว อุปทานในภูมิภาคยังคงอยู่ในสภาวะตึงตัว สําหรับน้ํามันเบนซิน ส่วนต่างราคาปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 28.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราการใช้กําลังการกลั่นที่ลดลงในภูมิภาค การส่งออกจากจีนที่ยังคงถูกจํากัด ผลกระทบด้านอุปทานจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มูซ ระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง รวมถึงความต้องการใช้น้ํามันที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและการเดินทางช่วงฤดูร้อน สําหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า คาดว่าค่าการกลั่นจะยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนในระยะสั้น จากระดับสินค้าคงคลังในภูมิภาคที่ยังอยู่ในระดับต่ํา การส่งออกจากจีนที่ยังคงถูกจํากัด ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล และการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มูซ ซึ่งจะยังคงช่วยสนับสนุนส่วนต่างราคาน้ํามันเบนซิน รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มอากาศยานและน้ํามันดีเซล อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราการใช้กําลังการกลั่นในภูมิภาคเอเชียทยอยฟื้นตัว และอุปทานผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาจทยอยปรับตัวลดลงจากสภาวะในระดับสูงที่เกิดขึ้นในไตรมาสสองปี 2569 ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังดําเนินอยู่ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการส่งออกผลิตภัณฑ์จากรัสเซีย ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจสนับสนุนให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ บริษัทยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านลบอย่างใกล้ชิด โดยหากการขนส่งน้ํามันดิบและผลิตภัณฑ์ผ่านช่องแคบฮอร์มูซกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่าที่คาด ประกอบกับอัตราการใช้กําลังการกลั่นในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้น ก็อาจส่งผลให้อุปทานคลายตัวและสร้างแรงกดดันต่อค่าการกลั่นในระยะต่อไป ขอสไลด์ถัดไปค่ะ ต่อไปผมขอกล่าวถึงผลการดําเนินงานของธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทครับ บริษัทยังคงให้ความสําคัญกับการจัดหาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการใช้งานภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าผ่านการบริหารช่องทางการจัดจําหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ ในไตรมาสที่สองปี 2569 นี้ ปริมาณจําหน่ายรวมของกิจการเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.3 ล้านบาร์เรล โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการที่โรงกลั่นสามารถกลับมาดําเนินงานได้ตามปกติภายหลังการแล้วเสร็จของโครงการปิดซ่อมบํารุงใหญ่ ส่งผลให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ธุรกิจภายในประเทศยังคงเป็นรากฐานสําคัญของการดําเนินงาน โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 94 ของปริมาณจําหน่ายรวมทั้งหมด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ และมีการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศด้วย ในขณะที่อีกร้อยละ 6 เป็นการส่งออกภายใต้กรอบและข้อกําหนดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สําหรับอัตรา กําไรขั้นต้นของธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากอัตรา กําไรของกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม รวมถึงช่องทางการจัดจําหน่ายแบบค้าส่งที่มีการปรับตัวลดลง ภายใต้ภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด ซึ่งเป็นผลจากข้อจํากัดทางด้านการส่งออก อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตรา กําไรยังคงปรับตัวดีขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการบริหารสัดส่วนการจัดจําหน่ายไปยังช่องทางที่ให้ผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น หากพิจารณาผลการดําเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ปริมาณจําหน่ายรวมของกิจการจะอยู่ที่ 28.5 ล้านบาร์เรล ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากโครงการปิดซ่อมบํารุงในช่วงไตรมาสแรก รวมถึงมาตรการห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์เป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ดี สัดส่วนการจําหน่ายภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งอยู่ที่ร้อยละ 94 ของปริมาณจําหน่ายรวม ในด้านความสามารถในการทํากําไร อัตราขั้นต้นของธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีแรกปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มสัดส่วนจําหน่ายผ่านช่องทางที่มีอัตรา กําไรที่สูงขึ้น สําหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า เราคาดว่าธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากข้อจํากัดด้านการส่งออก รวมถึงอัตรา กําไรในตลาดภายในประเทศที่อ่อนตัวลง ขณะที่ธุรกิจจัดจําหน่ายผ่านช่องทางค้าส่งยังคงมีแนวโน้มเผชิญความท้าทายจากภาวะอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาที่ยังรุนแรง นอกจากนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงได้รับแรงกดดันจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การเติบโตของภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอลง รวมถึงราคาน้ํามันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการขนส่งมีการบริหารการใช้น้ํามันอย่างระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ดี แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกดังกล่าว ธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยอาศัยความน่าเชื่อถือในการจัดหาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการบริหารสัดส่วนช่องทางการจัดจําหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาผลการดําเนินงานได้อย่างมั่นคง แม้ว่าบางกลุ่มตลาดจะยังคงเผชิญความท้าทายอยู่ก็ตาม ขอสไลด์ถัดไปครับ ในส่วนถัดไปผมขออัปเดตความคืบหน้าของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางค้าปลีก ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางจัดจําหน่ายที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัท ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานีบริการและการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในสถานีบริการคัลเท็กซ์ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ปริมาณจําหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าการดําเนินงานจะได้รับผลกระทบจากโครงการปิดซ่อมบํารุงใหญ่ รวมถึงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของความต้องการใช้น้ํามันในไตรมาสสอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเร่งใช้น้ํามันและสํารองน้ํามันในตลาดก็ตาม การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานีบริการน้ํามันอย่างต่อเนื่อง และผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจค้าปลีก โดย ณ สิ้นงวด บริษัทมีสถานีบริการน้ํามันคัลเท็กซ์อยู่ทั้งหมด 532 แห่ง และมีส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกอยู่ที่ 5.7 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการเพิ่มการจําหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกให้เป็นสองเท่าภายในปี 2573 บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเพิ่มปริมาณจําหน่ายต่อสถานีบริการหรือการขยายจํานวนสถานีบริการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังให้ความสําคัญกับการพัฒนาคัลเท็กซ์รีเทลเอคโคซิสเต็ม หรือเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกของคัลเท็กซ์ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ Smart Partnership บริษัทได้ร่วมมือกับสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมามากกว่าสามปี ผ่านโครงการคัลเท็กซ์พาร์ทเนอร์ชิปเน็ตเวิร์กกิ้งออฟฟอร์ทูนิตี้ ซึ่งช่วยดึงดูดพันธมิตรแบรนด์ชั้นนํามากกว่าหนึ่งร้อยราย ครอบคลุมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อและบริการต่าง ๆ ความร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าภายในสถานีบริการคัลเท็กซ์ทั่วประเทศมากกว่า 1,350 แห่ง ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มความน่าสนใจของสถานีบริการ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ สําหรับแผนงานในระยะข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสัดส่วนสถานีบริการให้มีร้านค้าภายในสถานีครอบคลุมอยู่ที่ร้อยละ 85 ของเครือข่ายทั้งหมด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความร่วมมือของพันธมิตรรายใหม่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การเพิ่มจํานวนผู้ใช้งานคัลเท็กซ์รีวอร์ด รวมถึงการขยายสถานีในบริการในพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โครงการและความริเริ่มต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของช่องทางการจัดจําหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการช่วยยกระดับสถานีบริการคัลเท็กซ์ให้เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ํามัน แต่เป็นจุดหมายที่เชื่อมโยงการเดินทางไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรและลูกค้าในระยะยาว ในส่วนถัดไปผมขอส่งให้คุณนุสรา

อัศวิน เผ่าทองทาย: ขอบคุณครับ คุณนงนภา ต่อไปผมขอรายงานผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทครับ เริ่มจากภาพรวมของราคาน้ำมันดิบในไตรมาสสองปี 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 96.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 86.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียลดลง ขณะเดียวกัน ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ Murban เทียบกับน้ำมันดิบดูไบก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 11.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นถึงส่วนเพิ่มความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับแนวโน้มระยะข้างหน้า คาดว่าทั้งราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาน้ำมันดิบจะยังคงมีความผันผวนจากความไม่แน่นอนทางด้านอุปทานและการจัดหาน้ำมันดิบที่ยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่ ภายใต้สภาวะตลาดดังกล่าว SPRC สามารถสร้างค่าการกลั่นของธุรกิจโรงกลั่นได้อย่างแข็งแกร่งที่ 23.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสนี้ โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้น จากภาวะอุปทานผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคที่ยังตึงตัว ระดับสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ตลอดจนความไม่แน่นอนของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาในรายผลิตภัณฑ์ ส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 62.8 และ 62.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการหยุดชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง การลดลงของอัตราการใช้กำลังการกลั่นในภูมิภาคเอเชีย การส่งออกจากตะวันออกกลางและจีนที่ลดลง ระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับอุปทานจากรัสเซีย แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยานจะเริ่มปรับลดลงหลังจากการกลับมาเปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มุซที่ได้มากขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลยังคงได้รับแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง แต่โดยรวมแล้วอุปทานในภูมิภาคยังคงอยู่ในสภาวะตึงตัว สำหรับน้ำมันเบนซิน ส่วนต่างราคาปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 28.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่ลดลงในภูมิภาค การส่งออกจากจีนที่ยังคงถูกจำกัด ผลกระทบด้านอุปทานจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง รวมถึงความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและการเดินทางช่วงฤดูร้อน สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า คาดว่าค่าการกลั่นจะยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนในระยะสั้นจากระดับสินค้าคงคลังในภูมิภาคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การส่งออกจากจีนที่ยังคงถูกจำกัด ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล และการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะยังคงช่วยสนับสนุนส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มอากาศยานและน้ำมันดีเซล อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราการใช้กำลังการกลั่นในภูมิภาคเอเชียทยอยฟื้นตัวและอุปทานผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาจทยอยปรับตัวลดลงจากสภาวะในระดับสูงที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2569 ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการส่งออกผลิตภัณฑ์จากรัสเซีย ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจสนับสนุนให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ บริษัทฯ ยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านลบอย่างใกล้ชิด โดยหากการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่าที่คาด ประกอบกับอัตราการใช้กำลังการกลั่นในภูมิภาคที่เริ่มสูงขึ้น ก็อาจส่งผลให้อุปทานคลายตัวและสร้างแรงกดดันต่อค่าการกลั่นในระยะต่อไป ต่อไปผมขอกล่าวถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ครับ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดหาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการใช้งานภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าผ่านการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ ในไตรมาสที่สองปี 2569 นี้ ปริมาณจำหน่ายรวมของกิจการเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.3 ล้านบาร์เรล โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการที่โรงกลั่นสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติภายหลังการแล้วเสร็จของโครงการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ธุรกิจภายในประเทศยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินงาน โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 94% ของปริมาณจำหน่ายรวมทั้งหมด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศและมีการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศด้วย ในขณะที่อีก 6% เป็นการส่งออกภายใต้กรอบและข้อกำหนดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรของกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายแบบค้าส่งที่มีการปรับตัวลดลง ภายใต้ภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด ซึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดทางด้านการส่งออก อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรยังคงปรับตัวดีขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของบริษัทฯ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการบริหารสัดส่วนการจัดจำหน่ายไปยังช่องทางที่ให้ผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น หากพิจารณาผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ปริมาณจำหน่ายรวมของกิจการจะอยู่ที่ 28.5 ล้านบาร์เรล ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากโครงการปิดซ่อมบำรุงในช่วงไตรมาสแรก รวมถึงมาตรการห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์เป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ดี สัดส่วนการจำหน่ายภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งอยู่ที่ 94% ของปริมาณจำหน่ายรวม ในด้านความสามารถในการทำกำไร อัตราขั้นต้นของธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีแรกปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายผ่านช่องทางที่มีอัตรากำไรที่สูงขึ้น สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า เราคาดว่าธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านการส่งออก รวมถึงอัตรากำไรในตลาดภายในประเทศที่อ่อนตัวลง ขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่ายผ่านช่องทางค้าส่งยังคงมีแนวโน้มเผชิญความท้าทายจากภาวะอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาที่ยังรุนแรง นอกจากนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงได้รับแรงกดดันจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การเติบโตของภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอลง รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการขนส่งมีการบริหารการใช้น้ำมันอย่างระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ดี แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกดังกล่าว ธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยอาศัยความน่าเชื่อถือในการจัดหาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการบริหารสัดส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างมั่นคง แม้ว่าบางกลุ่มตลาดจะยังคงเผชิญความท้าทายอยู่ก็ตาม ในส่วนถัดไป ผมขออัปเดตความคืบหน้าของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางค้าปลีก ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่ายที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัท ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานีบริการและการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในสถานีบริการ Caltex ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ปริมาณจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าการดำเนินงานจะได้รับผลกระทบจากโครงการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ รวมถึงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของความต้องการใช้น้ำมันในไตรมาสสอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเร่งใช้น้ำมันและสำรองน้ำมันในตลาดก็ตาม การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่องและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจค้าปลีก โดย ณ สิ้นงวด บริษัทมีสถานีบริการน้ำมัน Caltex อยู่ทั้งหมด 532 แห่ง และมีส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกอยู่ที่ 5.7% เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการเพิ่มการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกให้เป็นสองเท่าภายในปี 2573 บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเพิ่มปริมาณจำหน่ายต่อสถานีบริการหรือการขยายจำนวนสถานีบริการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Caltex Retail Ecosystem หรือเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกของ Caltex ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ Smart Partnerships บริษัทได้ร่วมมือกับสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมามากกว่าสามปี ผ่านโครงการ Caltex Partnerships Networking Opportunities ซึ่งช่วยดึงดูดพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำมากกว่าหนึ่งร้อยราย ครอบคลุมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ และบริการต่างๆ ความร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าภายในสถานีบริการ Caltex ทั่วประเทศมากกว่า 1,350 แห่ง ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มความน่าสนใจของสถานีบริการ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สำหรับแผนงานในระยะข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสัดส่วนสถานีบริการให้มีร้านค้าภายในสถานีครอบคลุมอยู่ที่ 85% ของเครือข่ายทั้งหมด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความร่วมมือของพันธมิตรรายใหม่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน Caltex Rewards รวมถึงการขยายสถานีบริการในพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โครงการและความริเริ่มต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการช่วยยกระดับสถานีบริการ Caltex ให้เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นจุดหมายที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรและลูกค้าในระยะยาว ในส่วนถัดไป ผมขอส่งให้คุณนุสราครับ

นุสรา สมเกียรติวีระ: คุณอัศวิน ในส่วนถัดไปนะคะ ก็จะเป็นผลประกอบการทางด้านการเงินของ SPRC นะคะ โดยที่ในไตรมาสที่สองนะคะ ก็คือบริษัทมีกำไรขั้นต้นของกิจการ หรือที่เรียกว่า Enterprise Margin ซึ่ง Enterprise Margin จะประกอบไปด้วยภาพการกลั่นแล้วก็ภาพการตลาด อยู่ที่ $25.2 ต่อบาร์เรลนะคะ ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ แล้วก็เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน การปรับตัวดีขึ้นก็มีสาเหตุหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันอากาศยานแล้วก็น้ำมันดีเซลที่แข็งแกร่งขึ้น ท่ามกลางภาวะอุปทานส่วนเกินตัวและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ตามที่คุณอัศวินได้เน้นชี้แจงไปก่อนหน้านี้นะคะ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของต้นทุนราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือนมิถุนายน ทำให้บริษัทได้มีการรับรู้ผลกระทบจาก Stock Loss $0.7 ต่อบาร์เรลนะคะ ทั้งนี้มูลค่าสินค้าช่วงเดือนนี้ก็ยังมีความผันผวนได้ตามทิศทางของราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนนะคะ สำหรับในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 อัตรากำไรขั้นต้นของกิจการอยู่ที่ $19.1 ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วนะคะ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แข็งขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ในขณะที่บริษัทในหกเดือนแรกก็ได้มีการรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันเป็นจำนวน $9 ต่อบาร์เรล ในส่วนของการบริหารต้นทุนนะคะ ก็คือตามที่คุณนงนุชได้เรียนว่า ในไตรมาสสองของปี 2569 นี้ บริษัทสามารถบริหารในเรื่องของต้นทุนลงไปอยู่ที่ $2.4 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับลงทั้งจากไตรมาสก่อนแล้วก็จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยหลักนะคะ ก็คือมาจากปัจจัยการซ่อมบำรุงที่ลดลง หลังจากที่ได้มีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ได้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ในไตรมาสหนึ่ง รวมถึงผลการดำเนินงานมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนต่อเนื่อง สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติของกิจการอยู่ที่ $2.6 ต่อบาร์เรล ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาดูในส่วนของ EBITDA ในไตรมาสที่สองของปี 2569 SPRC ก็คือรายงาน EBITDA ที่ $296 ล้าน ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้านะคะ เนื่องจากบริษัทมีการรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ซึ่งในขณะที่ไตรมาสหนึ่งบริษัทได้มีการรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน อย่างไรก็ตาม EBITDA ก็ยังปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจลงกลาง สำหรับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 EBITDA อยู่ที่ $608 ล้าน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วนะคะ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการดำเนินงานของธุรกิจลงกลางที่ดีขึ้น รวมถึงการรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน ในส่วนของกำไรสุทธิ บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่สองจำนวน $203 ล้าน ลดลงจากไตรมาสหนึ่ง แต่ว่าได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนนะคะ ซึ่งอันนี้ก็คือสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ EBITDA ถ้าหากไม่รวมผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในไตรมาสที่สอง บริษัทสามารถทำกำไรที่เป็นกำไรสุทธิปรับปรุงอยู่ที่ $211 ล้าน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับทั้งไตรมาสก่อนหน้าและก็ช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยที่มีปัจจัยสำคัญมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจกลั่นน้ำมันนะคะ สำหรับช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 บริษัทก็รับรู้กำไรสุทธิจำนวน $442 ล้าน ขณะที่กำไรสุทธิปรับปรุงจะอยู่ที่ $272 ล้าน โดยทั้งสองรายการได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจลงกลางที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิที่เราเห็นในรายงานยังได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มจากกำไรจากสต๊อกน้ำมันด้วยในช่วงหกเดือนแรกค่ะ ในส่วนของฐานะทางการเงินนะคะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ก็คือ SPRC สามารถรักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนได้เป็นอย่างดี โดย ณ สิ้นไตรมาสสอง บริษัทมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ $2.3 พันล้าน เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 โดยที่ปัจจัยหลักก็จะเป็นการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์หมุนเวียน โดยเฉพาะในส่วนของลูกหนี้การค้าและอื่นๆ ซึ่งส่วนนี้ก็คือจะรวมหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงค้างจากมาตรการของรัฐบาลในการที่รักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันดีเซลนะคะ ในขณะที่บริษัทมีหนี้สินรวมอยู่ที่ $791 ล้าน ลดลงจากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากเจ้าหนี้การค้าที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวลดลงในช่วงปลายไตรมาส นอกจากนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน บริษัทไม่มีเงินกู้ระยะสั้นนะคะ แล้วก็ได้มีการชำระคืนเงินกู้วงส่วนระยะยาวบางส่วนค่ะ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น $1.6 พันล้าน จากสิ้นปี โดยที่ได้รับแรงสนับสนุนหลักมาจากกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปีค่ะ ในด้านสภาพคล่องของบริษัท บริษัทยังคงมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสดที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงจากสิ้นปี 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสสองปี 2569 บริษัทเปลี่ยนมาอยู่ในฐานะเงินสดสุทธิแล้วค่ะ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และการบริหารวงเงินสินเชื่อได้อย่างดี โดยรวมแล้ว SPRC ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับความผันผวนของตลาด

นงนภา ทองพิทักษ์ถาวร: พร้อมเดินหน้าการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 50 สตางค์ต่อหุ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ครบวงจรตั้งแต่การกลั่นไปจนถึงการค้าปลีก ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะของเราในตลาด และสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่งขึ้น RIF สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตจนไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ภายใต้กลยุทธ์แรก เรามุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การดำเนินงานของโรงกลั่น ไปจนถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศในการดำเนินงานในทุกๆ ด้าน ในเรื่องของความปลอดภัย ความเชื่อถือได้ของการดำเนินงาน และการส่งมอบผลการดำเนินงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ วินัยทางการเงินยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางดังกล่าว โดยเรามุ่งรักษากระแสเงินสด ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการที่สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และมั่นใจว่าทุกการตัดสินใจด้านการลงทุนจะสนับสนุนการสร้างมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ขณะเดียวกัน เรายังคงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ RIF ซึ่งเพิ่มพูนผลกำไร ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกน้ำมันดิบและวัตถุดิบ การบริหารค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง การบริหารค่าใช้จ่ายจากเรือรอเทียบท่าและสินค้าคงคลัง การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน รวมถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ที่แล้วเสร็จตามแผน ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อถือได้ในการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และวางรากฐานสำคัญสำหรับการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว ในอีกด้านหนึ่ง เรายังคงศึกษาความร่วมมือและโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกับพันธมิตรในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี เพื่อขยายศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า ด้วยเป้าหมายของบริษัทในการสนับสนุนประเทศไทยเพื่อก้าวสู่อนาคตที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ ดังนั้น เราจึงมุ่งมั่นลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้และมีราคาที่เหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลด้านความยั่งยืน ธุรกิจจากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สามารถดำเนินธุรกิจในด้านนี้เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต การเติบโตอย่างมีคุณภาพของธุรกิจการตลาด ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับทั้งสองส่วนของธุรกิจ ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและคาดการณ์ได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาดค้าปลีกอีกด้วย นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้างผลกำไรที่เติบโตขึ้นของธุรกิจการตลาดผ่านกลยุทธ์ Spot to Street เพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผ่านช่องทางที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด มุ่งเน้นสร้างผลกำไรสูงสุดจากการบริหารจัดการช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ยังคงยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรในธุรกิจในสถานีน้ำมันบริการ Caltex ซึ่งผ่านการพัฒนา Platform ต่างๆ นำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อที่จะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจภายในประเทศ นอกจากนี้ เรายังคงขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และแสวงหาโอกาสในการทำสัญญาส่งออกระยะยาวในภูมิภาคอาเซียน กระจายแหล่งรายได้และลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยรวม กลยุทธ์ทั้งสองด้านจะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างโอกาสการเติบโตในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ในส่วนถัดไป จะขอรายงานความคืบหน้าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากตลาดหลักทรัพย์ในการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน หรือโครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นแผนงานสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทในระยะปี 2569 ถึง 2571 ในการนำเสนอครั้งนี้ครอบคลุมสามส่วนหลัก ก็คือ แผนธุรกิจ แผนด้านธรรมาภิบาล และแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในส่วนแรกของแผนธุรกิจ จะนำเสนอความคืบหน้าของโครงการ Increased Light Crude Processing หรือโครงการเพิ่มความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบเบา เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้แผนธุรกิจ JUMP+ มุ่งเน้นการใช้โอกาสจากสภาวะตลาดน้ำมัน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอัตรากำไรขององค์กร จากปัจจุบัน น้ำมันดิบเบามีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับราคาน้ำมันดิบหนักมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนการกลั่นน้ำมันดิบเบามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ในด้านเป้าหมายทางการเงิน บริษัทตั้งเป้าหมายกำไรขั้นต้นจากระดับประมาณ USD 170 ล้านในปี 2568 ไปสู่ระดับ USD 180 ถึง USD 190 ล้านในปี 2570 การเติบโตสะท้อนมูลค่าเพิ่มของโครงการน้ำมันดิบเบา USD 10 ถึง USD 20 ล้าน โดยไม่รวมผลกระทบจากกำไรหรือขาดทุนจาก Stock น้ำมัน ในขณะเดียวกัน บริษัทได้ยกความสามารถของการกลั่น ปรับปรุงการผลิตในช่วงซ่อมบำรุงใหญ่ และเพิ่มความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบเบามากขึ้น 10% ถึง 15% และเพิ่มผลผลิตของผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานและน้ำมันเบนซินประมาณ 3% ถึง 5% ส่วนความคืบหน้าในส่วนของโครงการ Increased Light Crude Processing บริษัทปรับปรุงกระบวนการผลิต เพิ่มความสามารถในการรับน้ำมันดิบเบา แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเริ่มดำเนินการผลิตได้ตามแผนที่วางไว้ หลังจากเริ่มดำเนินการผลิต อ้างอิงข้อมูลการผลิตในไตรมาสสองปี 2569 บริษัทสามารถเริ่มเพิ่มการรับน้ำมันดิบเบาสูงสุดในระดับ 10% ถึง 15% ของกำลังการผลิต ขณะเดียวกัน ผลผลิตของน้ำมันอากาศยานและน้ำมันเบนซินอยู่ในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายในการเพิ่มประมาณ 3% ถึง 5% ในส่วนของการอัปเดตความคืบหน้าของแผนธรรมาภิบาล ในส่วนนี้บริษัทให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจอย่างโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี แผนประกอบไปด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การยกระดับกระบวนการแจ้งเบาะแส และการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายใน การยกระดับความมั่นคงของบริษัทในเรื่องของทางไซเบอร์ ซึ่งโดยรวมแผนเป็นไปตามที่กำหนด และมีบางแผนงานที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วด้วย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาระบบกำกับการดูแลให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ในส่วนถัดไป ในหัวข้อแรกก็จะเป็นเรื่องของ Anti-Corruption การต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันของบริษัท ซึ่งอยู่ภายใต้การอนุมัติของคณะกรรมการให้เป็นไปตามนโยบายหลักที่ใช้ โดยมีการปรับรอบการทบทวนนโยบายจากเดิมทุกสามปีเป็นทุกหนึ่งปี ในส่วนนี้บริษัทก็ปรับปรุงเรียบร้อย และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมในปีนี้ ในส่วนถัดไป บริษัทยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินงานต่ออายุการรับรอง CAC แนวร่วมการต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย เป็นระยะเวลาสามปี ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการตรวจสอบเอกสารร่วมกับ KPMG ซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีภายนอก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นเอกสารต่ออายุการรับรองภายในปี 2569 ดังนั้น สถานะแผนงานของ Anti-Corruption โดยรวมยังคงเป็นไปตามแผน มีทั้งส่วนดำเนินการเสร็จสิ้นและอยู่ในระหว่างกระบวนการตามกรอบเวลาที่กำหนด หัวข้อถัดไปก็คือเรื่องของ Whistleblowing Enhancement ก็คือการยกระดับกระบวนการแจ้งเบาะแส ซึ่งมีเป้าหมายในการบริหารจัดการและปิดการสอบสวนให้เป็นไปตามนโยบายการจัดการข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยกำหนดกรอบระยะเวลามาตรฐานในการสอบสวนให้สั้นลง และมีการรายงานคณะกรรมการบริษัทเป็นรายไตรมาส ดังนั้น แผนการยกระดับโดยรวมถือว่าเสร็จสิ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะยกระดับกระบวนการกำกับการดูแลและการจัดการข้อร้องเรียนของบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนที่สามก็คือ Internal Audit Quality Assessment การประเมินคุณภาพภายในการตรวจสอบของบริษัท มีเป้าหมายที่จะให้มีหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระเข้ามาประเมินคุณภาพการตรวจสอบภายใน โดยเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของบริษัทกับมาตรฐานสากลด้านการตรวจสอบภายใน ซึ่งบริษัทได้ดำเนินความคืบหน้าเป็นไปตามแผน ในส่วนของสไลด์ถัดไปก็จะเป็นเรื่องของแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ SAM และโดยภาพรวม โครงการนี้มีชื่อว่า Minimize Air Loss from Intercooler Drain โดยการติดตั้ง Automatic Exhaust Type System หรือโครงการลดการสูญเสียจากท่อระบาย Intercooler ติดตั้งระบบท่อระบายอัตโนมัติ ซึ่งบริษัทยังคงพัฒนาและปรับปรุงแผนงานนี้ โดยปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการติดตั้ง และมีเป้าหมายทำให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสสามของปี 2569

วรนารถ มีถาวร: ขอบคุณผู้บริหารนะคะ สำหรับการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวค่ะ ต่อไปนะคะ เราขอเข้าสู่ในช่วงการถามตอบนะคะ มีคำถามเข้ามาค่อนข้างมากมายนะ ขอเริ่มกันเลยค่ะ คำถามแรกค่ะ อยากทราบทิศทางของ Stock Loss ในไตรมาสสามค่ะ ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับ Stock Loss ที่เกิดขึ้นในไตรมาสสอง ที่อยู่ประมาณสัก $10 ล้านค่ะ ขอเชิญคุณนุสราค่ะ

นุสรา สมเกียรติวีระ: ในส่วนของ Stock Loss นะคะ ก็คือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันต้นทุนนะคะ ปกติเราก็น้ำมันสำเร็จรูป ที่นี้คือตอนสิ้นเดือน June นะคะ สิ้นเดือนนี้ก็ได้ ก็คือราคาน้ำมัน ถ้าเปรียบเทียบให้ง่ายๆ ราคาน้ำมันดูไบลงมาที่ $69 ปีที่ $69 ก็คือทำให้ในไตรมาสสองเกิดขาดทุนจาก Stock น้ำมันนะคะ ที่นี้ราคาน้ำมันดูไบตอนนี้คืออยู่ในระหว่างช่วง $80 ถึง $90 เพราะฉะนั้นคือถ้าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับนี้ บริษัทคาดว่าจะไม่ได้มีผลขาดทุนจาก Stock น้ำมันในไตรมาสนะคะ อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันก็คือยังมีความผันผวน คือตอนนี้ผ่านไปสี่ถึงห้าวันนะคะ เดือนครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็คือยังต้องดูอีกในช่วงสี่ถึงห้าวันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในระดับไหน

วรนารถ มีถาวร: ขอบคุณค่ะ สำหรับคำถามข้อถัดไปนะคะ ขอถามเรื่องสาเหตุที่ Jet Production มีการเติบโตขึ้นค่ะ ซึ่งสวนทางกับทางสายการบินที่มีการลดจำนวนเที่ยวบินค่ะ ขอเชิญคุณยัญยงตอบคำถามค่ะ

ยัญยง อังคมกริยา: เรามีโครงการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอากาศยานในช่วงโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงเมื่อไตรมาสหนึ่งนะครับ ทำให้เราสามารถเพิ่มการขายน้ำมันอากาศยานกับคู่ค้าได้นะครับ โดยส่วนที่เหลือก็เป็นการส่งออกครับ

วรนารถ มีถาวร: ขอบคุณค่ะ คุณยัญยง ขอไปที่ข้อถัดไปเลยนะคะ ขอให้บริษัทช่วยประเมินสถานการณ์ข้อจำกัดการส่งออกในไตรมาสสามให้นักลงทุนฟังหน่อยค่ะ ขอเชิญคุณนงนภาค่ะ

นงนภา ทองพิทักษ์ถาวร: ค่ะ เมย์ ขออนุญาตรวมคำถามข้อนี้นะคะ รวมถึงกับอีกข้อหนึ่งที่บอกว่า เมื่อสงครามยืดเยื้อเกินหกเดือน การจะประเมินสถานการณ์เป็นอย่างไรนะคะ โดยภาพรวมแล้ว สถานการณ์ปัจจัยภายนอกค่อนข้างที่จะมีความผันผวนสูงนะคะ แล้วทางบริษัทก็มีการ Monitor อย่างใกล้ชิด ติดตาม แล้วก็ประเมินสถานการณ์ในเรื่องของความเสี่ยง แล้วก็โอกาสในสิ่งที่เราจะทำอะไรได้ในกรอบเกรดที่เราสามารถจะ Control ได้นะคะ รวมถึงในตัวที่เราทำอย่างที่แจ้งไปนะคะ ก็คือการมีความมี Flexibility หรือเมื่อมีกรอบในการที่เราจะบริหารจัดการในสิ่งที่เราทำได้ Flexibility ที่เรามีนะคะ ในส่วนที่เห็นที่แจ้งไปก็คือในเรื่องของการที่เราจะซื้อน้ำมันนะคะ มีความยืดหยุ่นในการซื้อน้ำมันจากหลายแหล่งนะคะ ใน Operation ของเราทำอย่างไรนะคะ หรือว่าการ Manage Inventory การ Manage สินค้า รวมถึงการที่เราหาถังจัดเก็บน้ำมันเพิ่มในเรื่องของการที่มีข้อจำกัดในการส่งออกเหล่านี้นะคะ แล้วก็ส่งผลให้เรามีความยืดหยุ่นในด้านการเงิน เพราะว่าใน Strategy ของเราก็ยังคงมุ่งเน้นไปในเรื่องของการดูแลในเรื่องของการเงิน สถานะการเงินที่มีความแข็งแกร่ง ดังนั้น โดยภาพรวมเราก็จะสร้างความยืดหยุ่น แล้วก็ Manage ในสิ่งที่เราทำได้อย่างดีที่สุดนะคะ เพื่อผลประโยชน์สูงสุด แล้วก็ให้ความร่วมมือกับภาครัฐค่ะ

วรนารถ มีถาวร: ขอบคุณค่ะ คุณนงนภา คำถามถัดไป ขอรวมสองคำถามไว้ด้วยกันเลยนะคะ ว่าการที่ UAE ถอนตัวออกจาก OPEC+ บริษัทมองว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนของบริษัทอย่างไรบ้างนะคะ และอีกคำถามหนึ่งค่ะ ภายหลังตั้งแต่เกิดภาวะสงครามนะคะ ราคาของผลิตภัณฑ์ประเภทใดปรับตัวขึ้นมากที่สุดค่ะ และเพราะสาเหตุใดค่ะ ขอเชิญคุณยัญยงช่วยตอบคำถามสองข้อนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ยัญยง อังคมกริยา: คำถามข้อแรกนะครับ ในขั้นแรกคิดว่าจะส่งผลให้ Production ของน้ำมันดิบมีสูงขึ้นครับ ซึ่งจะส่งผลในด้านราคาอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าก็ยังมี Uncertainty ต่างๆ ในด้านการกำหนดราคาของน้ำมันดิบนะครับ ดังนั้นก็ยังต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไปครับ ส่วนคำถามข้อต่อไปก็คือ

วรนารถ มีถาวร: ผลิตภัณฑ์ใดที่ราคาเพิ่มขึ้นมาสูงที่สุดในช่วงหลังสงครามที่ผ่านมาคะ

ยัญยง อังคมกริยา: ก็จะมีน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานนะครับ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจาก Supply ที่ลดลงนะครับ จากกำลังการกลั่นที่ลดลง การจำกัดการส่งออกจากในบางประเทศนะครับ และปริมาณ Stock น้ำมันที่ลดต่ำลงของน้ำมันทั้งสองประเภทครับ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานมีการปรับตัวสูงขึ้นครับ

วรนารถ มีถาวร: ขอบคุณมากค่ะ คุณยัญยง เป็นคำถามข้อสุดท้ายนะคะ ว่ายอดเงินสดคงค้างชดเชยของกองทุนน้ำมันตอนนี้อยู่ที่ระดับเท่าไหร่ค่ะ และบริษัทประเมินว่าจะได้รับคืนจากทางรัฐบาลในช่วงไตรมาสไหนค่ะ ขอเชิญคุณนุสราค่ะ

นุสรา สมเกียรติวีระ: ถ้าเป็นตอนสิ้นเดือนมิถุนายนนะคะ ก็คือจะมียอดคงค้างเงินในยอดนี้ก็คือ 123 ล้านเหรียญ ซึ่งเทียบเท่าก็ประมาณ 4,000 ล้านบาทค่ะ ในเดือนมิถุนายนเอง บริษัทก็ได้มีการได้รับเงินคืนมาจากกองทุนประมาณ 900 ล้านบาทนะคะ เพราะฉะนั้นก็คือถ้าจะได้เมื่อไหร่ก็อาจจะประเมินยังไม่ได้นะคะ เพียงแต่ว่าที่ได้เรียนไปก็มีความคืบหน้าว่าเราก็มีเงินได้คืนมาบ้างค่ะ

วรนารถ มีถาวร: ขอบคุณค่ะ ในวันนี้นะคะ ทางบริษัทก็ตอบคำถามทั้งหมดที่เข้ามาครบแล้ว และเราได้มีการรายงานอัปเดต นำเสนอข้อมูลตามที่ครบถ้วนในทุกมิตินะคะ ทางบริษัทขอขอบคุณมากค่ะ ที่ให้ความสนใจในการรับชมการแถลงผลประกอบการไตรมาสสองของเราในไตรมาสนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ยัญยง อังคมกริยา: ครับ

Browse all earnings call transcripts

Q2 2026 Star Petroleum Refining Public Co Ltd Earnings Call

Demo
SPRC

Star Petroleum Refining Public

Earnings

Q2 2026 Star Petroleum Refining Public Co Ltd Earnings Call

SPRC

Monday, August 17th, 2026 at 9:59 AM

Transcript

No Transcript Available

No transcript data is available for this event yet. Transcripts typically become available shortly after an earnings call ends.

Want AI-powered analysis? Try AllMind →

Earnings analysis guides

Methods for extracting KPIs and checking source support when reviewing an earnings call.

Browse all earnings calls