Q2 2026 Bangchak Corp PCL Earnings Call
Speaker #1: บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่บ้านบางจาก เจ้าหน้าที่ของบริษัทจะคอยดูแลทุกท่านในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ป้ายเตือน และป้ายห้ามต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสัญญาณตรวจจับควัน โปรดงดสูบบุหรี่ในอาคารสำนักงาน ทุกชั้นจะมีทางหนีไฟ 2 ทาง หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ห้ามใช้ลิฟต์ เจ้าหน้าที่จะพาทุกท่านไปยังทางหนีไฟ ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ หากเปิดประตูไม่ได้ ให้กดกระจกให้แตก ขอให้ทุกท่านเดินอย่างเป็นระเบียบรวดเร็ว และควรถึงบันไดหนีไฟภายใน 5 นาที บันไดหนีไฟมีระบบอัดอากาศช่วยป้องกันไม่ให้ควันเข้ามา หากจำเป็นต้องอพยพ เจ้าหน้าที่ของบางจากจะดูแลและพาท่านไปยังจุดรวมพล สำหรับผู้ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พนักงานบางจากจะพาไปที่ลิฟต์ฉุกเฉินเพื่อไปรวมที่จุดรวมพล บริษัท บางจาก ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อแนะนำอย่างเคร่งครัด
[Company Representative] (Bangchak): บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่บ้านบางจาก เจ้าหน้าที่ของบริษัทจะคอยดูแลทุกท่าน ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ป้ายเตือน และป้ายห้ามต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสัญญาณตรวจจับควัน โปรดงดสูบบุหรี่ในอาคาร สำนักงานทุกชั้นจะมีทางหนีไฟสองทาง หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ห้ามใช้ลิฟต์ เจ้าหน้าที่จะพาทุกท่านไปยังทางหนีไฟ ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ หากเปิดประตูไม่ได้ ให้กดกระจกให้แตก ขอให้ทุกท่านเดินอย่างเป็นระเบียบ รวดเร็ว และควรถึงบันไดหนีไฟภายในห้านาที บันไดหนีไฟมีระบบอัดอากาศช่วยป้องกันไม่ให้ควันเข้ามา หากจำเป็นต้องอพยพ เจ้าหน้าที่ของบางจากจะดูแลและพาท่านไปยังจุดรวมพล สำหรับผู้ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พนักงานบางจากจะพาไปที่ลิฟต์ฉุกเฉินเพื่อไปรวมที่จุดรวมพล บริษัท บางจาก ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อแนะนำอย่างเคร่งครัด
Speaker #2: สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งาน Bangchak Group Investor Forum 2026 นะคะ ดิฉันทิวดี สุเรหารับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ค่ะ โดยงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม "The Power of Energy Security and Resiliency" ค่ะ และดิฉันเชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจความหมายของธีมงานในปีนี้ของเราเป็นอย่างดีนะคะ ในลำดับถัดไป วันนี้เราเตรียมมาทั้งสิ้น 3 Agenda ด้วยกันนะคะ อเจนด้าแรกคือ "Securing Today" นะคะ ตามมาด้วย "Pivoting Transition" และ "Creating Value for Tomorrow" ค่ะ โดยในอเจนด้าแรก ดิฉันขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ค่ะ
Moderator: สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งาน Bangchak Group Investor Forum 2026 นะคะ ดิฉัน ทิพวดี สุรยหา รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ค่ะ โดยงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม The Power of Energy Security and Resiliency ค่ะ และดิฉันเชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจความหมายของธีมงานในปีนี้ของเราเป็นอย่างดีนะคะ ในลำดับถัดไปค่ะ วันนี้เราเตรียมมาทั้งสิ้นสาม Agenda ด้วยกันนะคะ Agenda แรกคือ Securing Today นะคะ ตามมาด้วย Pivoting Transition และ Creating Value for Tomorrow ค่ะ โดยใน Agenda แรกนะคะ ดิฉันขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ค่ะ
Speaker #3: สวัสดีครับ ก็สวัสดีอีกทีนะครับ หลายๆ คนตะกี้ก็ทักทายกันที่ข้างล่างแล้ว เสียงดังฟังชัดดีนะครับ โอเคครับ ก็เอิ่ม จริงๆ สาเหตุที่เลื่อนมานานนะครับ เราจริงๆ เอิ่ม ประกาศผลประกอบการมาน่าจะเกือบ 2 อาทิตย์ละนะครับ แล้วก็มีเรื่องของ Strategies เอ่อ เมื่อสัก 2 ศุกร์ที่แล้วนะครับ แต่ก็เอิ่ม รอนะครับ มาวันนี้มาพูดคุยกัน เพราะว่าจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเนี่ย เอิ่ม World Economic Forum เขามี Gathering กันนะครับ เอ่อ ผู้บริหารระดับสูงแล้วก็ผู้นําประเทศต่างๆ ก็บังเอิญได้ไปร่วมด้วย ก็เลยอยากจะไปหา Insight ตรงนั้นสักนิดนึง ซึ่งจะมาแชร์กับพวกเราได้นะครับ ก็เอิ่ม ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญเนาะว่าธีมของเราวันเนี้ยกับที่ผมไปประชุมเมื่อวันพุธที่แล้วเนี่ย ใกล้เคียงกันมากนะครับ เอิ่ม Takeaway 3 อันหลักๆ ที่ผมได้จากเอิ่ม การประชุมนะครับ วันพุธทั้งวันตั้งแต่ 8:00 น.
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: สวัสดีครับ สวัสดีอีกทีนะครับ หลายๆ คนเมื่อกี้ก็ทักทายกันที่ข้างล่างแล้ว เสียงดังฟังชัดดีนะครับ โอเคครับ จริงๆ สาเหตุที่เลื่อนมานานนะครับ เราจริงๆ ประกาศผลประกอบการมาน่าจะเกือบสองอาทิตย์แล้วนะครับ แล้วก็มีเรื่องของ Strategy เมื่อสักสองศุกร์ที่แล้วนะครับ แต่ก็รอวันนี้มาพูดคุยกัน เพราะว่าจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว World Economic Forum เขามี Gathering กันนะครับ ผู้บริหารระดับสูงแล้วก็ผู้นำประเทศต่างๆ ก็บังเอิญได้ไปร่วมด้วย ก็เลยอยากจะไปหา Insight ตรงนั้นสักนิดหนึ่ง ซึ่งจะมาแชร์กับพวกเราได้นะครับ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญเนอะ ว่าธีมของเราวันนี้กับที่ผมไปประชุมเมื่อวันพุธที่แล้วใกล้เคียงกันมากนะครับ Takeaway สามอันหลักๆ ที่ผมได้จากการประชุมวันพุธทั้งวัน ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสามทุ่ม ก็เป็นครั้งแรกที่ในเวทีระดับโลกนะครับ อย่าง World Economic Forum มีการพูดถึงว่า Conflict ในโลกนี้ ณ ปัจจุบันมีกว่า 63 จุด แล้วก็มีการเปรียบเทียบว่ามันใกล้เคียงกับปี 1930 ไหม ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าปี 1940 มีสงครามโลกครั้งที่สอง เราอ่านเจอใน Gossip หรือ Propaganda หรือ Conspiracy ก็ว่าไป แต่ครั้งนี้เป็น Floor ที่ผู้นำบริษัทชั้นนำกว่า 160 บริษัทนั่งอยู่บน Floor เดียวกัน มีการหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้าง Alarming พอสมควรนะครับ ก็น่าจะเป็นประเด็นแรกที่หาคุยกันใน Floor นั้นนะครับ ข้อดีคือพอคุยแล้ว ผมหวังว่าจะมี Dialogue มากขึ้นนะครับ แล้วสุดท้ายมันจะไม่เกิด มันเป็นคล้ายๆ เป็น Preventive measures อันหนึ่ง อันที่สองก็น่าจะเป็นเรื่องของ AI นะครับ ซึ่งเยอะนะครับ ผมว่าไม่มี Forum ไหนในโลกนี้ที่ไม่พูดถึงเรื่อง AI นะครับ แต่มุมมองที่น่าสนใจจาก WEF ที่ Geneva ก็คือ เราจำกันได้เมื่อสักสามอาทิตย์ที่แล้ว Jason Wong ไป Tab Asset Management ใหญ่ๆ เพื่อจะทำโครงสร้างพื้นฐานของ AI แล้วก็เป็นครั้งแรกที่เอา Long term money มา Match กับ IT Investment จำกันได้ใช่ไหม ปกติ IT บ้านเรา มือถือเนี่ย สองปีทิ้ง ถูกไหมครับ บางคนทิ้งทุกปีด้วยนะครับ มีรุ่นใหม่ทีก็ทิ้งที หรือแม้กระทั่ง Desktop Computer ก็สามสี่ปีทิ้ง ปกติ IT มันจะ Obsolete เร็ว แต่สิ่งที่ NVIDIA Pitch ก็คือว่าโครงสร้างพื้นฐานของเขาจะอยู่ได้เป็นสิบปี ก็เลยเข้าไป Tab เพื่อจะออกพันธบัตรสิบปีในลักษณะอย่างนั้นนะครับ สิ่งที่ตามมา อันนี้คนที่ Comment คือ Larry Fink ซึ่งเป็น Founder ของ BlackRock อยู่ในห้องนั้น บอกว่า Hyperscaler จะต้องใช้เงินอีกประมาณ $3-8 ล้านล้าน เพื่อจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ AI ในขณะที่ Capital Rule Relaxations จาก Treasury Department ก็คือการลด Tier One ของแบงก์ในสหรัฐฯ จะ Release เงินออกมาได้ประมาณสัก $3 ล้านล้าน Three Trillion เท่านั้นเอง มัน Mismatch พอสมควร แล้วนี่คือที่ Larry มองว่า Long Term Bond Yield มันจะสูง แล้วก็สูงมากๆ ด้วย เพราะว่าคิดดู ระหว่าง $8 ล้านล้านกับ $3 ล้านล้าน Supply $3 ล้านล้าน Demand $8 ล้านล้าน แล้ววันนี้เปลี่ยนเป็น Long Term Paper ด้วย เขามองว่าน่าจะมีปัญหาพอสมควร บ่ายนั้น Bangchak ก็ Zoom in เข้ามา ก็มีการคุยกันว่าจะบริหารตรงนี้ยังไงพอสมควรเหมือนกัน ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจนะครับ เพราะว่าเราคิดว่า AI มันคือมากินไฟฟ้า มากินน้ำ แต่เราไม่เคยคิดว่ามันจะกระทบตลาดเงินตลาดทุนได้ขนาดนั้นนะครับ ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ แล้วก็มองว่าเงินระยะยาวมันคงจะตึงตัวพอสมควรนะครับ ไม่ว่า Fed จะว่าอย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องสุดท้ายก็หนีไม่พ้นนะครับ วงใหญ่ๆ ขนาดนั้น พลังงานเกี่ยวข้องกับทุกคน สิ่งที่พูดกันในวงนั้นส่วนใหญ่ก็จะพูดว่ามันไม่ใช่เรื่องของ Energy Security อย่างเดียวนะครับ มันเป็นเรื่องของ Energy Resiliency ด้วยนะครับ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว วันนี้ถ้าเราบอกว่าทุกๆ บาทที่ลงทุนแล้วจะต้องให้ผลตอบแทนทันที เวลาเกิด Black Swan ซึ่งโลกใบนี้ในห้าปีที่ผ่านมามีสาม Black Swan แล้วนะครับ ช่วงนี้หน้าสีดำค่อนข้างระบาด ตั้งแต่ COVID-19 ใช่ไหมครับ แล้วก็มา Ukraine War แล้วก็มา Gaza War หรืออันนี้คือ New Normal นะครับ ก็เป็นอะไรที่พูดคุยกันค่อนข้างเยอะนะครับ แล้วก็เป็นอะไรที่เกือบครึ่งบ่ายทั้งบ่ายที่ผมอยู่ที่นู่นก็คุยกัน ซึ่งจริงๆ ก็ค่อนข้างตรงกับที่เราทำ Strategy Meeting เมื่อศุกร์ก่อนหน้าที่ผมเดินทางด้วยซ้ำไปนะครับ ก็คือจริงๆ ถ้าวันนี้ดูเนี่ย เราจับพอร์ตใหม่นะครับ ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงเนี่ย เราจับพอร์ตใหม่นะครับ พอร์ตที่ Production ก็จะเป็น R&M แล้วก็ Bio ซึ่งถือว่าเป็น Value Chain ที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดนะครับ แล้วเราดึงพอร์ตที่เป็น Trading ออกมา ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลาย Flexibility ของกลุ่มนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าทำไมมันเพิ่มความหลากหลาย แล้วสุดท้ายเป็นเรื่องของ Energy Security นะครับ หรือการลงทุนในต้นน้ำนะครับที่ผมจะเล่าต่อไป ที่นี้ให้ไปไม่ไปแล้ว ขอเปลี่ยนหน้าใหม่ด้วยครับ จริงๆ ก็คุยกันค่อนข้างเยอะนะครับ ใน Floor ของที่เขาเรียกว่า Oil and Gas Governor ซึ่งก็คือ CEO ของ Oil and Gas ทั่วโลกมาเจอกัน แล้วก็มาคุยกัน อันนี้เราเตรียมก่อนที่จะไปประชุมด้วยซ้ำไปนะครับ แต่สิ่งที่คุยกันก็คือว่าวันนี้นะครับ ถ้าเรามองว่าราคาน้ำมันดิบไม่ได้ไปไหนเลย แล้วผู้นำโลกส่วนใหญ่ก็จะมองว่าสงครามอ่าวไม่ทำให้เกิดผลกระทบทางด้านธุรกิจพลังงาน เพราะราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ $70-80 แต่สิ่งที่เขาลืมไปก็คือว่าน้ำมันดิบเอามาใช้งานไม่ได้ ต้องเอาไปกลั่นก่อน ต้องเอาไปต้มก่อนนะครับ ราคาน้ำมันสุกหรือน้ำมันใสหรืออะไรก็ตามเนี่ย ราคาขึ้นไปเยอะมากนะครับ Diesel Crack Spread เนี่ย On Average ประมาณ $100 นะครับ จากสมัยก่อนอยู่ประมาณ $15-20 ช่วง Peak ๆ ไป $150 นะ ขึ้นไปสามเท่าของราคาน้ำมันดิบนะครับ แก๊สโซลีนก็พอๆ กัน วันนี้น้ำมันเตาเองยังขายเป็น Premium to ราคาน้ำมันดิบเลย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นมุมมองที่เขาบอกกันว่านักการเมืองอาจจะมองไม่เห็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือกำลังการกลั่นของโลกใบนี้หายไปประมาณ 6.5 ล้านบาร์เรลนะครับ หลักๆ ก็คือประมาณสัก 1.5 ผมจำตัวเลข Exactly ไม่ได้นะครับ แต่ว่า 1.5 น่าจะเกิดจากรัสเซียที่ถูกยูเครนตีนะครับ อีก 1.5 เนี่ยน่าจะหายไปจากในอ่าวนะครับ เขาว่ามีเกือบๆ 20 โรงกลั่นในอ่าวที่ถูกโจมตี เราก็ยังไม่รู้ความเสียหายเพราะไม่สามารถไปตรวจได้ ประมาณ 3 ล้านเกิดจากการลดกำลังการกลั่นของ Teapot ในเมืองจีน มันให้ Balance ว่าน้ำมันดิบไม่ตึงตัว แต่น้ำมันสายขาดแคลนมากมาย แล้วทุกๆ คนบอกว่าวันนี้โรงกลั่นเขาผลิตเต็มที่ เต็มที่นี่คือไม่จำเป็นจะ 100% นะครับ เพราะว่าเวลามัน Optimize เต็มที่ บางทีก็คือเขาจะต้อง Max Diesel Max Jet Oil แล้วสุดท้ายมันไม่ Balance ของ Configuration อาจจะได้แค่ 85 หรือ 90% แต่นั่นคือ Perfect Maximization แล้วทุกคนทำทุกอย่างเพื่อให้โรงกลั่นกลั่นได้โดยไม่ต้องมีการซ่อม สิ่งที่ตามมาก็คือมันไม่ใช่แค่ครึ่งปีหลังนี้นะครับ เพราะครึ่งปีหลังนี้ความตึงตัวของกำลังการกลั่นก็ยังมีอยู่ แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือว่าโรงกลั่นมันต้องหยุดหายใจ ทุกคนเลื่อน Turnaround ออกไปหมด นั่นแปลว่าปีหน้าทุกคนต้อง Turnaround ที่ Delay ไปทั้งหมดนี้ มัน Delay ได้แต่มันยกเลิกไม่ได้ นั่นหมายถึงว่าถึงแม้ว่าถ้ากำลังการกลั่น 2-3 ล้านบาร์เรลที่ถูก Attack แล้วจะกลับมาได้ในปีหน้า Supply Demand ก็ยังน่าจะไม่ Balance อยู่ ค่าการกลั่นยังมีโอกาสที่จะต้อง Sustain ในระดับสูง เพราะตอบโจทย์ว่าโรงกลั่นที่วันนี้กลั่นเต็มที่ โดยเฉพาะของยุโรปนะ ผมเพิ่งรู้ เขาบอกโรงกลั่นใหม่ที่สุดของเขาสร้างเมื่อไหร่รู้ไหม หลายๆ คนในนี้ยังไม่เกิดเลย 1975 เป็นโรงกลั่นสุดท้ายที่เขาสร้าง คิดดูว่าโรงกลั่นเขาเก่าแค่ไหน ธรรมชาตินะครับ Cycle ในการ Turnaround มันก็เยอะขึ้นถี่ขึ้น เพราะว่าความเก่าแก่ของโรงกลั่นของเขา ไม่รู้มาหรือเปล่า ใครเขียนว่าเป็น Golden Age ของ Refineries ก็คาดว่าในสองปีนี้ยังน่าจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับเศรษฐกิจโลกนะครับ ที่จะต้องมี Supply ของน้ำมันสาย ผลิตภัณฑ์ Fossil ต่างๆ เหล่านี้ จริงๆ การที่มีเรือหนึ่งลำออกมาจาก Suez ไม่ได้มีอะไรนะครับ เพราะเรือหนึ่งลำนี้ก็แค่ 2 ล้านบาร์เรลเท่านั้นเอง เราพอกลั่นได้ประมาณสักกี่วันนะ 10 วันไม่ถึงดีด้วย เรากลั่นวันละประมาณ 270,000 ช่วง Peak ๆ แต่ต้องการจะบอกว่านี่คือ Resiliency การที่แยก Oil Trading Business ออกมาแล้วก็ให้มี Autonomy มากขึ้น มันสร้าง Resiliency มันสามารถทำให้เรามี Flexibilities วันที่เกิด ไม่ใช่แค่เรือลำนี้ที่ออกมาจากช่องแคบ Suez ไม่ใช่ Suez ช่องแคบ Hormuz แต่กลุ่ม Trading ของเราไปหาน้ำมันจาก West Africa ไปหาน้ำมันจากโคลอมเบีย ไปหาน้ำมันจากอาร์เจนตินา ทำให้เรามีความหลากหลาย แล้วมันทำให้เราตอบโจทย์ แล้วรวมถึง Trading วันนี้เราก็มีเรื่องของ Chartering ด้วย วันที่ Tanker 800 ลำ Stuck อยู่ใน Gulf Stuck อยู่ใน Strait of Hormuz ราคาค่าเรือสูงมโหฬาร เรา Charter คือ Fix ราคาไว้ เรา Benefit จากตรงนั้นเยอะพอสมควรเหมือนกัน ต่างๆ เหล่านั้นคือถ้าจำกันได้ปีที่แล้วเราพูดถึงเรื่องของ Asset Back ซึ่งปีนี้ก็เริ่มตอบโจทย์ว่าการจัดกลุ่มใหม่ การจัด Portfolio ใหม่ เริ่ม Pay Dividend ให้กับทางกลุ่ม สุดท้ายคือเรื่องของ Upstream คุยกันใน Floor ที่ Geneva หลักๆ ก็บอกว่าก่อนโควิด ธุรกิจต้นน้ำของโลกปีๆ หนึ่ง คือนึกออกนะครับ ทุกไป Off-Law จะพูดว่าเวลาคุณเจาะน้ำมันเหมือนน้ำในแก้ว พอเราดูดไปสักพักหนึ่งใกล้หมดก็ต้องไปหาแก้วใหม่มา ก็คือการ Replenish Depleting Asset อย่างเดียว ก่อนโควิดทั่วโลกใช้เงินลงทุนประมาณ $800,000 ล้านต่อปี หลังโควิดจนถึงตอนนี้ปีหนึ่งอยู่ที่ $400,000 ล้าน แต่ว่า Demand ก่อนโควิดคือ 101 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตอนนี้คือ 103 ล้านบาร์เรลต่อวัน Demand ไม่ได้ลดลง แต่เงินลงทุนต้นน้ำลดลงเยอะมาก ก็เลยมองกันว่าช่วงนี้อาจจะมี Excess มี Glut เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นครูดจากเวเนซุเอลาออกมาทางยุโรป แล้วก็สหรัฐหลับตาสองข้างสำหรับครูดที่มาจากรัสเซีย เพราะว่าไม่ต้องการให้เกิดความตึงตัว แต่ว่าพวกนั้นก็คือน้ำที่อยู่ในแก้ว มันจะหมด ถ้าเราไม่หาแก้วใหม่มันจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นใน Medium Term เรามองกันว่าหลังปี 2030 ขาดน้ำมันถึงวันละ 20 ล้านบาร์เรลทีเดียว แล้วอย่างที่ผมบอกเมื่อสักครู่ว่า AI เอา Capital ไปหมดแล้วนะครับ $3-8 ล้านล้านที่จะทำโครงสร้างพื้นฐาน นั่นหมายว่าเงินที่เหลือจะมาทำ Energy Transition ก็น่าจะน้อยลงด้วย นั่นหมายถึงว่า Fossil Fuel ใน Medium Term ยังน่าจะเป็นอะไรที่ต้องมีความสำคัญ และ Energy Security จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างสำคัญทีเดียว กลุ่ม Bangchak เองนะครับ จริงๆ เราก็เริ่มมี Value Chain อย่างที่ผมเรียนนะครับ แล้วเราก็มีจะเจาะหลุมแรกในเดือนหน้ามั้ง ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ กับ Chevron ในอ่าวนะครับ แล้วก็มี Opportunity ต่างๆ ที่เราคุยกันอยู่เยอะพอสมควรนะครับ อาจจะ Disclose ไม่ได้ แต่ว่าก็คงจะมี Process เร็วๆ นี้นะครับ ซื้อธุรกิจไม่เหมือนซื้อพาราเซตามอลตามร้านขายยาเนาะ มันคงต้องใช้เวลาในการคุย ใช้เวลาในการทำ Structure นะครับ แต่คิดว่าเราให้ความสำคัญ แล้วผมคิดว่าเรามาถูกทางที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจต้นน้ำนะครับ ส่วนธุรกิจที่เรา Good At อยู่แล้วก็คือธุรกิจเรื่องของการกลั่นนะครับ ซึ่งผมว่าการที่เรารวมกลุ่มตรงนี้ เดี๋ยวคุณบอลคงจะมาเล่าให้ฟังนะครับ ผมว่าที่ออกมาจาก Geneva นะ ไม่ใช่ Davos ที่ออกมาจาก Geneva เนี่ยก็คือถ้าคุณมี Securities คุณมี Resiliencies คุณถึงจะมี Reliability แล้วผมจะบอกว่าโรงกลั่นเรา Reliability เนี่ยน่าจะติดระดับ Top ของโลกนะครับ เรา Ramp Up ช่วง Crisis กัน 272 ไม่เคยเกิดมาก่อน ช่วงนี้ให้ลงก็ลงนะครับ เราก็ซ่อม เราสลับกัน คือเอาเป็นว่าวันนี้ถึงแม้เราจะมี Turnaround ปีหน้าก็คือแปดปีสำหรับศรีราชา Turnaround ครั้งหนึ่ง แล้วโรงกลั่น Bangchak ตอนผมมาปีครึ่ง Turnaround ครั้งหนึ่ง ตอนนี้สี่ปี Turnaround ครั้งหนึ่ง นี่คือ Reliability ที่เราสร้างสู่ระบบ และผมคิดว่านั้นก็เป็น Outperformer อีกอันหนึ่งนะครับ ส่วนที่เหลือก็คือเรื่อง Resiliencies อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่าเรามี Trading แล้ว Trading วันนี้ก็จะเป็นอีกอันหนึ่งที่เป็น Key ที่จะมาตอบโจทย์เรื่องของเราสามารถที่จะ Run Refinery Reliably อีกอันหนึ่งที่เกิดจากการปรับโครงสร้างคือสิ่งที่เราเรียกว่า Value Chain Optimization นะครับ วันนี้ถ้าดูผลประกอบการ Quarter 2 ก็คงจะเห็นว่าเราค่อนข้าง Shine ออกมาพอสมควรนะครับ Bottom Line เราน่าจะเกือบจะสูงที่สุดนะครับ น่าจะสูงที่สุดเลยแหละนะครับ ถ้าอยู่เทียบ นั่นคือสาเหตุที่เรามีทั้ง Refinery, Marketing แล้วก็ Biobase อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน เรา Synergize เราดู Across the whole value chain เราไม่ได้ Create Silo สาม Silo แต่ละ Silo มี P&L ของตัวเอง เสร็จแล้วก็มาตั้ง Fight กันว่าสตางค์สุดท้ายควรจะเป็นของตลาดหรือควรจะเป็นของโรงกลั่น เพราะต่างฝ่ายต่างมี Minority Shareholders ที่จะต้องมาคุยกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะแย่งกันนะครับ ว่าไม่สามารถ แต่เราดูทั้ง Chain แล้วเราคิดว่ายังกลั่นให้เพิ่มนะครับ สุดท้ายแล้วทั้งกลุ่มยังกำไรได้เพิ่ม เราก็จะกลั่นเพิ่ม เราก็จะผลิตเพิ่ม เราก็จะ Penetrate ตลาดมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ดูว่าแค่ Last Line สุดท้ายของตลาดที่จะต้องกำไร แต่ถ้า Last Line สุดท้ายของทั้ง Chain กำไร เราสามารถทำต่อไปได้ นี่คือ Benefit ที่มันอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน และเป็น Benefit ที่เรา Restructure เราเรียกว่า Value Chain Optimization นะครับ ซึ่งตรงนี้รวมไปถึง Trading ด้วย Lead Time นะครับ บางครั้งเราสั่งน้ำมันแล้วอีกสองเดือนกว่าจะมา ระหว่างทางมี Opportunity ใหม่ๆ เราทำอะไรวันนี้ตรงนี้ก็ไป Trade สิ ไป Trade Out แล้วเราก็ Replenish ใหม่เข้ามาในนี้ เพราะฉะนั้นเราเลยมีโอกาสที่จะมองเห็นทั้ง Value Chain แล้วทำ Optimize ได้ดีที่สุดนะครับ แล้วสุดท้ายเราก็ขยาย Modern Scope ของ BCPG ว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ Power แต่เป็นเรื่องของ Infrastructure ตอบได้ที่ตอบโจทย์ว่ากระแสเงินสดเป็น Fixed Income Type นะครับ เพราะว่าธุรกิจ Fossil มัน Volatile Commodity เพราะฉะนั้นถ้ามีตัว Stabilizer สักตัวหนึ่งเข้ามา อาจจะทำให้ Cash Flow มันนิ่งขึ้น ถ้าดูแล้วก็น่าจะเข้าสู่ Stage ที่สามมั้งครับ ฝึกวิทยายุทธ์เข้าสู่ขั้นที่สามแล้วนะครับ ห้าปีแรกไม่ว่าจะเป็นกำไรหรือว่าจะเป็น EBITDA อยู่ประมาณสักหมื่นล้านบวกลบนะครับ Stage ที่สองประมาณสี่หมื่นบวกลบในเวลาสี่ปี ปีนี้ครึ่งปีนะครับ ตัวเลขนี้คือครึ่งปี งั้นทั้งปีนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องมากกว่านี้อีกสัก 50-100% ก็หมายถึงว่าเราจะทิ้ง EBITDA สี่หมื่นล้านไว้ข้างหลังแล้วนะครับ เราจะโตไปสักเจ็ดหรือแปดหมื่นล้านต่อจากนี้เป็นต้นไปนะครับ ทำอะไรมาบ้างในหกเดือนที่ผ่านมานะครับ หลักๆ ผมคิดว่าวันนี้ถ้าเป็นรถยนต์ก็ทั้งแปดสูบนะครับ ทำงานทุกสูบเต็มที่ เราจะเห็นว่าทุก BU ของเราทั้งสี่ห้า BU ก็เป็น Record Year เป็น Record Quarter นะครับ เป็น Record Quarter เป็น Record Half นะครับ สุดท้ายมันเลยทำให้เรามีการเติบโตที่ค่อนข้างชัดเจนนะครับ Handing over ฮ่องกงนะครับ แล้วก็กลับเข้ามาน่าจะต้องใช้เวลาอีกสักหกเดือนถึงปีหนึ่งในการปรับจูนนะครับ ก่อนที่จะโตต่อไป เป็นธรรมชาติทุกครั้งที่เราลงทุน เราก็จะมีการ Digest นิดหนึ่งนะครับ แล้วก็ลงทุนต่อไป แต่ก็ง่ายๆ ตัวนี้ก็จะเพิ่มรายได้ประมาณปีละ 40,000 ล้านบาทนะครับ แล้วก็ EBITDA ประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท วันนี้เคลียร์คิวไม่ทันนะครับ มีแต่คนจะมาขอซื้อทั้ง HVO แล้วก็ทั้ง SAF ที่โรงกลั่น Bangchak เป็น SAF หรือ HVO โรงงานเดียวนะครับ แล้วก็มีแต่คนถามหานะครับ อย่างที่เห็นนะครับ วันนี้พอ Jet Fuel Spread มันสูงมาก มันก็ส่งผลให้ SAF Spread สูงมาก ถ้า Maintain ไว้อย่างนี้ก็สองปีน่าจะคืนทุนนะครับ Trading ก็เป็น New High นะครับ เราก็หวังว่าจะโตไปจากนี้อีกเนาะ เดี๋ยวเขาคงมาเล่าให้ฟังว่าทำยังไงนะครับ แล้วสุดท้ายความเป็นตัวตนของ Bangchak ผมคิดว่าเรื่อง ESG ถึงแม้อาจจะมีอะไรต่อมิอะไรที่ผ่านมาในปีสองปี ซึ่งก็ใช้เวลาผมไปเยอะมาก Consume เวลาผมไปเยอะมาก แต่ก็ขอยืนยันว่าในกลุ่มผู้บริหารเราเอง เราไม่มีปัญหาอะไรพวกนี้เลยนะครับ หลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่มันเราไปควบคุมไม่ได้ แต่เราก็ด้วย Capacity ที่เรามีอยู่ เราแก้ไขเต็มที่นะครับ วันนี้ที่คุยกับพวกเรา ผมก็ยังแก้ไขอยู่นะครับ แต่ก็คิดว่าเรื่องของ ESG แล้วโดยเฉพาะเรื่องของ E เราก็ยังยืนยันว่าเราก็คงจะต้องเป็น 10% แรกของโลก อันนี้ไม่ใช่ 10% ของประเทศไทยนะครับ 10% แรกของโลกนะครับ วันนี้เราอยู่ที่อันดับสองของโลก จริงๆ อันหนึ่งที่อยากจะบอกก็คือพวกเรามักจะได้ข่าวว่า Bangchak ไปซื้อนู่นอีกแล้ว Bangchak ไปซื้อนี่อีกแล้ว Bangchak ขยายจังเลย Bangchak ไม่ได้พิมพ์แบงก์นะครับ แล้ว Bangchak ก็มีวินัยในการลงทุน อันไหนที่ใช่เราก็ลง เราก็ถือ อันไหนที่ตอบโจทย์ Synergy ของกลุ่มเราก็ถือ อันไหนที่ไม่ตอบโจทย์เข้ามาแล้วเราก็ขายนะครับ ในหกเจ็ดปีที่ผ่านมาเรามีทั้งซื้อและขายนะครับ SPA เราเปิดแล้วเราคิดว่าเราทำไม่เป็น เราเลิกนะครับ Lithium อเมริกาช่วงที่ Peak Lithium เราขายทำกำไรมาห้าเท่านะครับ Nido พอหลุมหมดเราก็ขายนะครับ Geothermal ก็กำไรมา 30% นะครับ โซลาร์ที่ญี่ปุ่นผมก็จะค่อยๆ ทำกำไรมาประมาณ 50% นะครับ แล้วล่าสุด CCGT ที่อเมริกาก็ถูก For sale นะครับ ภาษาเราก็น่าจะ For sale ก็คือ Drag along ในลักษณะนั้น เพราะเรามีการขายตลอด แล้วเราก็มีการ Optimize portfolio ตลอด เราไม่ใช่ว่าเราลง ลงเสร็จแล้วก็นั่งทับไว้ ลงแล้วก็นั่งทับไว้นะครับ อันไหนที่ Perform อันไหนที่ Synergize เราก็อยู่ อันไหนที่ Perform แต่ No synergies เราก็ขาย ขายกำไรเราก็ขายนะครับ Lithium ไม่มี Synergies เราก็ขายนะครับ ญี่ปุ่นเรา Recycle เพราะว่า Return มันต่ำเหลือเกินนะครับ ต่างๆ เรามีการขยับขยายอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเรามี Discipline เราก็ดูว่าเราต้องการทำอะไรอยู่นะครับ อันนี้ก็คือที่ผ่านมาในหกเดือน แล้วก็ภาพสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ เดี๋ยวทีมจะเล่าว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วผมอาจจะ Paint ภาพว่ามองออกไปข้างหน้าเป็นยังไงอีกทีนะครับ ขอบคุณครับ
Speaker #3: ถึง 21:00 น. เนี่ย ก็เป็นครั้งแรกนะครับที่ในเวทีระดับโลกนะครับ อย่าง World Economic Forum เนี่ย มีการพูดถึงว่า Conflict ในโลกนี้ โลกนี้เนี่ย ณ ปัจจุบันมีกว่า 63 จุด แล้วก็มีการเปรียบเทียบว่ามันใกล้เคียงกับปี 1930 มั้ย ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าปี 1940 มีสงครามโลกครั้งที่ 2 เราอ่านเจอในอะไรนะ Gossip หรือ Propaganda หรือ Conspiracy ก็ว่าไป แต่ครั้งนี้เป็น Flaw ที่ผู้นําบริษัทชั้นนํากว่า 160 บริษัทนั่งอยู่บน Flaw เดียวกัน มีการหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาก็ผมคิดว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้าง Alarming พอสมควรนะครับ ก็ ก็น่าจะเป็นประเด็นแรกที่คุยกันใน Flaw นั้นนะครับ ข้อดีคือพอคุยแล้วผมหวังว่าจะมี Dialogue มากขึ้นนะครับ แล้วสุดท้ายมันจะไม่เกิด มันเป็นคล้ายๆ เป็น Preventive Measures อันนึง อันที่ 2 ก็น่าจะเป็นเรื่องของ AI นะครับ ซึ่งเยอะนะครับ ผมว่าไม่มี Forum ไหนในโลกนี้ที่ไม่พูดถึงเรื่อง AI นะครับ แต่มุมมองที่น่าสนใจจาก WEF ที่เจนีวาก็คือ เราจํากันได้เมื่อสัก 3 อาทิตย์ที่แล้ว Jason Wong เนี่ย เอิ่ม ไป Tap Asset Management ใหญ่ๆ เพื่อจะทําโครงสร้างพื้นฐานของ AI แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ Out Long-Term Money เนี่ย มา Match กับ IT Investments จํากันได้ใช่มั้ย เพราะ IT บ้านเราเนี่ย มือถือเนี่ย 2 ปีทิ้ง ถูกมั้ยครับ 2 ปี บางคนทิ้งทุกปีด้วยนะครับ มีรุ่นใหม่ทีก็ทิ้งที หรือแม้กระทั่ง Desktop Computers ก็ 3-4 ปีทิ้ง ปกติ IT มันจะ Obsolete เร็ว แต่สิ่งที่ Nvidia Pitch ก็คือว่าโครงสร้างพื้นฐานเนี่ย มันน่าจะอยู่ได้ ของเขาเนี่ยจะอยู่ได้เป็น 10 ปี ก็เลยเข้าไป Tap เพื่อจะออกพันธบัตร 10 ปีในลักษณะอย่างนั้นนะครับ สิ่งที่ตามมาอันนี้คนที่คอมเมนต์คือ Larry Fink ซึ่งเป็น Founder ของ BlackRock อยู่ในห้องนั้น บอกว่า Hyperscaler เนี่ยจะต้องใช้เงินอีกประมาณ 3-8 ล้านล้านเหรียญเพื่อจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ AI ในขณะที่ Capital Rule Relaxations จาก Treasury Department เนี่ย ก็คือการลดไอ้พวก Tier 1 ของแบงก์ในสหรัฐเนี่ย จะ Release เงินออกมาได้ประมาณสัก 3 ล้าน 3 ล้านล้าน 3 ทริลเลียนเท่านั้นเอง มัน Mismatch พอสมควร แล้วคือนี่คือที่ Larry มองว่า Long-Term Bond Yield เนี่ย มันจะสูงแล้วก็สูงมากๆ ด้วย เพราะว่าคิดดู ระหว่าง 8 ล้านล้านเหรียญกับ 3 ล้านล้านเหรียญ Supply 3 ล้านล้าน Demand 8 ล้านล้านเหรียญ แล้ววันนี้เปลี่ยนเป็น Long-Term Paper ด้วย เขามองว่าน่าจะมีปัญหาพอสมควร บ่ายนั้นก็มันเสร็จก็ Zoom in เข้ามา ก็มีการคุยกันว่าจะบริหารตรงนี้ยังไงพอสมควรเหมือนกัน ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจนะครับ เพราะว่าเราคิดว่า AI มันคือ Margin ไฟฟ้า Margin น้ํา แต่เราไม่เคยคิดว่ามันจะกระทบตลาดเงิน ตลาดทุนได้ขนาดนั้นนะครับ ก็ ก็ ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ ที่น่าสนใจ แล้วก็มองว่าเงินระยะยาวเนี่ยมันคงจะตึงตัวพอสมควรนะครับ ไม่ว่า Fed จะว่าอย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องสุดท้ายก็หนีไม่พ้นนะครับ นะครับ เอ่อ วงใหญ่ๆ ขนาดนั้น พลังงานนะครับ เกี่ยวข้องกับทุกคนนะครับ สิ่งที่พูดกันในวงนั้น เอ่อ ส่วนใหญ่ก็จะพูดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรื่องของ Energy Securities อย่างเดียว นะครับ มันเป็นเรื่องของ Energy Residency ด้วยนะครับ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ววันนี้ ถ้าเราบอกว่าทุกๆ บาทที่ลงทุนแล้วเนี่ยจะต้องให้ผลตอบแทนทันทีเนี่ย เวลาเกิด Backbone ซึ่งโลกใบนี้ใน 5 ปีที่ผ่านมาเนี่ยมี 3 Black Reward แล้วนะครับ ช่วงนี้ห่านสีดําค่อนข้างลําบากนะครับ ตั้งแต่โควิดใช่มั้ยครับ แล้วก็มายูเครน War แล้วก็มา Gulf War หรืออันนี้คือ New Normal นะครับ ก็เป็นอะไรที่ที่พูดคุยกันค่อนข้างเยอะนะครับ แล้วก็เป็นอะไรที่เกือบครึ่งบ่ายทั้งบ่ายที่ผมอยู่ที่นู่นก็คุยกัน ซึ่งจริงๆ ก็ค่อนข้างตรงกับที่เราหวังทํา Strategy Meeting เมื่อศุกร์ก่อนหน้าที่ผมเดินทางด้วยซ้ําไปนะครับ ก็คือจริงๆ ถ้าวันนี้ดูเนี่ยเราจับพอร์ตใหม่ นะครับ ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงเนี่ยเราจับพอร์ตใหม่ นะครับ พอร์ตที่ Productions เนี่ยก็จะเป็น R&M แล้วก็ Bio ซึ่งถือว่าเป็น Value Chain ที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดนะครับ แล้วเราเพิ่ม เราดึงพอร์ตที่เป็น Trading ออกมาซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลาย Flexibilities ของกลุ่มนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าทําไมมันเพิ่มความหลากหลาย แล้วสุดท้ายเป็นเรื่องของ Energy Securities นะครับ หรือการลงทุนในต้นน้ํา นะครับ ที่ที่ผมจะจะเล่าต่อไป ทีนี้ให้ไปไม่ไปละ ขอเปลี่ยนหน้าใหม่ด้วยครับ จริงๆ เอิ่ม ก็คุยกันค่อนข้างเยอะนะครับ ใน Flaw ของที่เขาเรียกว่า Oil and Gas Governor ซึ่งก็คือ CEO ของ Oil and Gas ทั่วโลกเนี่ยมามาช่วยมาเจอกันแล้วก็มาคุยกัน เอ่อ อันนี้เราเตรียมก่อนที่จะไปประชุมด้วยซ้ําไปนะครับ แต่สิ่งที่คุยกันก็คือว่าวันนี้นะครับ ถ้าเรามองว่าราคาน้ํามันดิบเนี่ยไม่ได้ไปไหนเลย แล้วผู้นําโลกส่วนใหญ่ก็จะมองว่าสงครามอ่าวไม่ทําให้เกิดผลกระทบทางด้านธุรกิจพลังงาน เพราะราคาน้ํามันอยู่ที่ประมาณ 70-80 เหรียญ แต่สิ่งที่เขาลืมไปก็คือว่าน้ํามันดิบเนี่ยเอามาใช้งานไม่ได้ ต้องเอาไปกลั่นก่อน ต้องเอาไปต้มก่อนนะครับ ราคาน้ํามันสุกหรือน้ํามันใสหรืออะไรอะไรก็ตามเนี่ย ราคาขึ้นไปเยอะมากนะครับ ดีเซล Crack Spread เนี่ย on average ประมาณ 100 เหรียญนะครับ จากสมัยก่อนอยู่ประมาณ 15-20 เหรียญ ช่วงพีคๆ ไป 150 เหรียญนะ ขึ้นไป 3 เท่าของราคาน้ํามันดิบ นะครับ เอ่อ Gasoline ก็พอๆ กัน วันนี้น้ํามันเตาเองยังขายเป็น Premium Tool ราคาน้ํามันดิบเลย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นมุมมองที่เขาบอกกันว่านักการเมืองอาจจะมองไม่เห็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กําลังการกลั่นของโลกใบเนี้ยหายไปประมาณ 6 จุดล้านบาร์เรล 6.5 ล้านด้วยซ้ําไป 6.5 ล้านบาร์เรล นะครับ หลักๆ ก็คือประมาณสัก 1.5 ที่มาจาก ผมจําตัวเลข exactly ไม่ได้นะครับ แต่ว่า 1.5 น่าจะเกิดจากรัสเซียที่ถูกยูเครนตี นะครับ อีก 1.5 เนี่ย น่าจะหายไปจากในอ่าว นะครับ เพราะว่ามีเกือบๆ 20 โรงกลั่นในอ่าวที่ถูกโจมตีแล้วก็ยังไม่รู้ความเสียหาย เพราะไม่สามารถไปตรวจได้ นะครับ เพราะอีกประมาณ 3 ล้านเนี่ยเกิดจากการลดกําลังการกลั่นของ TPOT ในเมืองจีน นะครับ มันให้บาลานซ์ว่าน้ํามันดิบไม่ตึงตัว แต่น้ํามันใสขาดแคลนมากมาย แล้วก็ทุกๆ คนนะครับบอกว่าวันเนี้ยต้องการเขาผลิตเต็มที่ เต็มที่นี่คือไม่จําเป็นจะ 100% นะครับ เพราะว่าเวลามัน มัน มัน มัน optimize เนี่ยเต็มที่บางทีก็คือเขาจะต้อง max ดีเซล max jet oil แล้วสุดท้ายมันไม่ balance ของ configuration อาจจะได้แค่ 85 หรือ 90% แต่นั่นคือ profit maximizations นะครับ แล้วทุกคนทําทุกอย่างเพื่อให้โรงกลั่นกลั่นได้โดยไม่ต้องมีการซ่อม สิ่งที่ตามมาก็คือมันไม่ใช่แค่ครึ่งปีหลังนี้นะครับ เพราะครึ่งปีหลังเนี้ยความตึงตัวของกําลังการกลั่นก็ยังมีอยู่ แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือว่าโรงกลั่นมันต้องหยุดหายใจเนาะ ทุกคนเลื่อน turnaround ออกไปหมด นั่นแปลว่าปีหน้าเนี่ยทุกคนต้อง turnaround นะครับ ที่จะเลิกที่ delay delay ไปทั้งหมดเนี่ยมัน delay ได้ แต่มันมันยกเลิกไม่ได้ นั่นหมายถึงว่าถึงแม้ว่าถ้าไอ้กําลังการกลั่น 2-3 ล้านบาร์เรลที่ถูก attack แล้วจะกลับมาได้ในปีหน้าเนี่ย supply demand ก็ยังน่าจะไม่ balance อยู่ ค่าการกลั่นยังมีโอกาสที่จะต้อง sustain ในระดับสูง เพราะตอบโจทย์ว่าโรงกลั่นที่วันนี้กลั่นเต็มที่ โดยเฉพาะของยุโรปนะ ผมเพิ่งรู้ เขาบอกโรงกลั่นใหม่ที่สุดของเขาเนี่ยสร้างเมื่อไหร่รู้มั้ย อืม หลายๆ คนในนี้ยังไม่เกิดเลย 1975 เป็นโรงกลั่นสุดท้ายที่เขาสร้าง คิดหรือว่าโรงกลั่นเขาเก่าแค่ไหน เราก็ต้องธรรมชาตินะครับ cycle ในการ turnaround มันก็เยอะขึ้นทีขึ้น เพราะว่าความเก่าแก่ของโรงกลั่นของเขา ก็ ก็ ก็ไม่รู้มาหรือเปล่า ใครเขียนว่าเป็น golden age ของ refineries ก็คาดว่าใน 2 ปีนี้ยังน่าจะเป็นอะไรที่เป็น เอ่อ เอ่อ ค่อนข้างสําคัญสําหรับ เอ่อ เศรษฐกิจโลกนะครับ ที่จะต้องมี supply ของ เอ่อ น้ํามันใส ผลิตภัณฑ์ เอ่อ ฟอสซิลต่างๆ เหล่านี้ จริงๆ การที่มีเรือ 1 ลําออกมาจาก Suez ไม่ได้มีอะไรนะครับ เพราะเรือ 1 ลําเนี้ยก็คาดว่าแค่ 2 ล้านบาร์เรลเท่านั้นเองนะครับ เราพอกลั่นได้ประมาณสักกี่วันนะ 10 วัน ไม่ถึงดีด้วยนะครับ เรากลั่นวันละประมาณ 270,000 ช่วงพีคๆ นะครับ แต่ต้องการจะบอกว่านี่คือ resiliency นะครับ การที่แยก oil trading business ออกมานะครับ แล้วก็ให้มี autonomy มากขึ้นนะครับ มันสร้าง resiliency มันสามารถทําให้เรามี flexibilities วันที่เกิดเนี่ยไม่ใช่แค่เรือลํานี้ที่ออกมาจากช่องแคบ Suez not not ช่องแคบ Suez เอ่อ ช่องแคบ Hormuz แต่กลุ่ม trading ของเราไปหาน้ํามันจาก West Africa ไปหาน้ํามันจากโคลัมเบีย ไปหาน้ํามันจากอาร์เจนตินา นะครับ ทําให้เรามีความหลากหลาย แล้วมันทําให้เราตอบโจทย์ แล้วรวมถึง trading วันนี้เราก็มีเรื่องของ chartering ด้วยนะครับ วันที่ tanker 800 ลํา stuck อยู่ใน Gulf stuck อยู่ใน เอ่อ Strait of Hormuz เนี่ย ราคาค่าเรือสูงมโหฬาร เรา charter คือ fix ราคาไว้เนี่ย เรา benefit จากตรงนั้นเยอะพอสมควรเหมือนกันนะครับ ต่างๆ เหล่านั้นคือถ้าจํากันได้ปีที่แล้วเราพูดถึงเรื่องของ asset back ซึ่งปีนี้ก็ ก็ ก็ ก็เริ่มตอบโจทย์ว่า เอ่อ เอ่อ ความที่มี เอ่อ เอ่อ การจัดกลุ่มใหม่ การจัด portfolio ใหม่เนี่ยเริ่ม pay dividend ให้กับทางกลุ่มนะครับ สุดท้ายคือเรื่องของ upstream นะครับ คุยกันใน floor ที่เจนีวา หลักๆ ก็บอกว่าก่อนโควิด ธุรกิจต้นน้ําของโลกเนี่ย ปีๆ หนึ่งคือ นึกออกนะครับ ทุก floor of floor มันจะพูดว่า เวลาคุณเจาะน้ํามันเหมือนน้ําในแก้วอะ พอเราดูด ดูด ดูดไปสักพุ่งก็หมด ก็ต้องไปหาแก้วใหม่มา นะครับ ก็คือการ replenish เอ่อ depleting asset อย่างเดียวเนี่ย ก่อนโควิดทั่วโลกใช้เงินลงทุนประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หลังโควิดจนถึงตอนเนี้ย ปีนึงอยู่ที่ 400,000 ล้านดอลลาร์นะครับ แต่ว่า demand ก่อนโควิดคือ 101 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตอนนี้คือ 103 ล้านบาร์เรลต่อวัน demand ไม่ได้ลดลง แต่เงินลดทุน เงินลงทุนต้นน้ําลดลงเยอะมากนะครับ ก็เลยมองกันว่า นะครับ ช่วงนี้อาจจะมี excess มี glut เพราะว่าไม่ว่าจะเป็น เอ่อ ครูจากเวเนซุเอลาออกมานะครับ เอ่อ เอ่อ ทางยุโรปแล้วก็สหรัฐหลับตา 2 ข้างสําหรับครูที่มาจากรัสเซีย เพราะว่าไม่ต้องการให้เกิดความตึงตัว แต่ว่าพวกนั้นก็คือ น้ําที่อยู่ในแก้วอะ มันจะหมด เราถ้าเราไม่หาแก้วใหม่เนี่ย มันจะมีปัญหา นะครับ เพราะฉะนั้นใน medium term เขามองกันว่าหลังปี 2030 เนี่ย ขาดน้ํามันถึงวันละ 20 ล้านบาร์เรลทีเดียวนะครับ แล้วอย่างที่ผมบอกเมื่อสักครู่ว่า AI เอา capital ไปหมดแล้วนะครับ 3 ล้านล้านถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเนี่ยที่จะทําโครงสร้างพื้นฐาน นั่นหมายความว่าเงินที่เหลือจะมาทํา energy transition ก็น่าจะน้อยลงด้วย นั่นหมายถึงว่า fossil fuel เนี่ยก็คงจะใน medium term เนี่ยยังน่าจะเป็นอะไรที่ต้องมีความสําคัญ และ energy security จึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างสําคัญทีเดียว กลุ่มบางจากเองนะครับ จริงๆ เราก็เริ่มมี value chain ที่อย่างที่ผมเรียนนะครับ เอ่อ เอ่อ โอเกียร์นะครับ แล้วเราก็มี เอ่อ เราก็มี เอ่อ จะเจาะหลุมแรกในเดือนหน้ามั้ง ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ กับ Chevron ในอ่าวนะครับ แล้วก็มี opportunity ต่างๆ ที่เราคุยกันอยู่เยอะพอสมควรนะครับ เอ่อ อาจจะ disclose ไม่ได้ แต่ว่าก็คงจะมี progress เร็วๆ นี้นะครับ ซื้อธุรกิจไม่เหมือนซื้อพาราเซตามอลตามร้านขายยาเนอะ มันคงต้องใช้เวลานะ การคุยใช้เวลาในการทํา structures นะครับ แต่คิดว่า เอ่อ เราให้ความสําคัญ แล้วผมคิดว่าเรามาถูกทางนะครับ ที่ให้ความสําคัญกับธุรกิจต้นน้ํานะครับ ส่วนธุรกิจที่เรา good at อยู่แล้วเนี่ยก็คือธุรกิจเรื่องของการกลั่นนะครับ ซึ่งผมว่าการที่เรารวมกลุ่มตรงเนี้ย เดี๋ยวคุณบันคงจะมาเล่าให้ฟังนะครับ เอ่อ ผมว่า ที่ออกมาจากเจนีวานะ ไม่ใช่ดาวอส ที่ออกมาจากเจนีวาเนี่ยก็คือ โอเค ถ้าคุณมี securities คุณมี resiliencies คุณถึงจะมี deliabilities แล้วผมจะบอกว่าลงกับเรา deliability เนี่ย น่าจะติดระดับ top top ของโลกนะครับ เอิ่ม เรา ramp up ช่วง crisis กัน 272 เนี่ยไม่เคยเกิดมาก่อน ช่วงนี้ให้ลงก็ลงนะครับ เราก็ซ่อม แล้วเสร็จแล้วก็กลั่น คือ คือ เอาไว้ เอาเป็นว่าวันนี้อย่าง เอ่อ ถึงแม้เราจะมี turn around ปีหน้าเนี่ยก็คือ 8 ปีสําหรับศรีราชา turn around ครั้งนึง แล้วลงกลั่นบางจาก ตอนผมมาปีครึ่ง turn around ครั้งนึง ตอนนี้ 4 ปี turn around ครั้งนึง นี่คือ reliability ที่เราสร้างสู่ในระบบ แล้วผมคิดว่านั่นก็เป็น เอ่อ outperformer อีกอันนึงนะครับ ที่ ส่วนที่เหลือก็คือเรื่องที่ resiliencies อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่า เรามี trading แล้ว trading วันนี้ก็จะเป็นอีกอันนึงที่เป็น key ที่จะมาตอบโจทย์เรื่องของ เราสามารถที่จะ run refinery เอ่อ deliably อีกอันนึงที่เกิดจากการปรับโครงสร้างคือสิ่งที่เราเรียกว่า value chain optimizations นะครับ วันเนี้ยถ้าดูผลประกาศ ผลประกอบการ quarter 2 ก็คงจะเห็นว่าเราค่อนข้าง shine ออกมาพอสมควรนะครับ Bottom line เราน่าจะเกือบจะสูงที่สุดนะครับ เอ่อ น่าจะสูงที่สุดนั่นแหละนะครับ ถ้าอยู่เทียบ นั่นคือสาเหตุที่เรามีทั้ง refineries marketing แล้วก็ bio-based เนี่ยอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน เรา synergize นะครับ เราดู across the whole value chain เราไม่ได้ create silo 3 silo แต่ละ silo มี P&L ของตัวเอง เสร็จแล้วก็มาตั้ง fight กันว่า สตางค์สุดท้ายเนี่ยควรจะเป็นของตลาด หรือควรจะเป็นของโรงกลั่น เพราะต่างฝ่ายต่างมี minority shareholders ที่จะต้องมาคุยกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะแย่งกันนะครับว่าไม่สามารถ แต่เราดูทั้ง share แล้ว เราคิดว่ายังกลั่นให้เพิ่มนะครับ สุดท้ายแล้วทั้งกลุ่มเนี่ยยังกําไรได้เพิ่ม เราก็จะกลั่นเพิ่ม เราก็จะผลิตเพิ่ม เราก็จะ penetrate ตลาดมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ดูว่าแค่ list สุดท้ายของตลาดที่จะต้องกําไร แต่ถ้า list สุดท้ายของทั้ง chain กําไร เราสามารถทําต่อได้ นี่คือ benefit ที่มันอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แล้วเป็น benefit ที่เรา restructures เราเรียกว่า value chain optimizations นะครับ ซึ่งตรงนี้ไปรวมไปถึง trading ด้วย lead time นะครับ บ่อยครั้งเราสั่งน้ํามันแล้วอีก 2 เดือนกว่าจะมา ระหว่างทางมี opportunity ใหม่ๆ เราทําอะไร วันนี้ตรงนี้ก็ไปเทรดสิ ไปเทรด out out แล้วก็ แล้วเราก็ replenish ใหม่เข้ามาในนี้ เพราะฉะนั้นเราเลยมีโอกาสที่จะมองเห็นทั้ง value chain แล้วทาง optimize ได้ดีที่สุดนะครับ แล้วสุดท้าย แล้วก็ขยาย bottom scope ของ BCPG ว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ power แต่เป็นเรื่องของ infrastructures ตราบใดที่ตอบโจทย์ว่ากระแสเงินสดเป็น fixed income type นะครับ เพราะว่าธุรกิจ fossil มัน volatile commodities เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้ามีตัว stabilizer สักตัวนึงเข้ามา อาจจะทําให้ cash flow เนี่ยมันนิ่งขึ้น ก็ถ้าดูแล้วก็ น่าจะเข้าสู่ stage ที่ 3 มั้งครับ นะครับ ฝึกวิทยายุทธเข้าสู่ขั้นที่ 3 แล้ว นะครับ 5 ปีแรกเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นกําไรหรือว่าจะ EBITDA เนี่ยอยู่ประมาณสักหมื่นล้านบวกลบ นะครับ stage ที่ 2 เนี่ยประมาณ 40,000 บวกลบ เป็นเวลา 4 ปี ปีนี้ครึ่งปีนะครับ ตัวเลขนี้คือครึ่งปี งั้นทั้งปีเนี้ย อย่างน้อยๆ ก็ต้องมากกว่านี้อีกสัก 50% ถึง 100% ก็หมายถึงว่าเราจะทิ้ง EBITDA 40,000 ล้านไว้ข้างหลังแล้ว นะครับ เราจะโตไปสัก 7 หรือ 80,000 ล้านต่อแต่นี้เป็นต้นไปนะครับ ทําอะไรมาบ้างใน 6 เดือนที่ผ่านมานะครับ เอิ่ม หลักๆ ผมคิดว่าวันนี้ ถ้าเป็นรถยนต์ก็ทั้ง 8 สูบ นะครับ ทํางานทุกสูบนะครับ เต็มที่ แล้วจะเห็นว่าเกือบทุกๆ BU ของเราทั้ง 4-5 BU เนี้ย ก็เป็น record year เป็น record quarter starter นะครับ เป็น record quarter เป็น record half นะครับ ก็ ก็ สุดท้ายมันเลยทําให้เรามีการเติบโตที่ค่อนข้างชัดเจนนะครับ เอ่อ handing over ฮ่องกงนะครับ แล้วก็ ก็กลับเข้ามาน่าจะเป็น ต้องใช้เวลาอีกสัก 6 เดือนถึงปีนึงนะครับ ในการปรับ tune นะครับ แล้วก็ก่อนที่จะโตต่อไป เป็นธรรมชาติทุกครั้งที่เราลงทุน เราก็จะมีการ digest นิดนึงนะครับ แล้วก็ลงทุนต่อไป แต่ก็ ง่ายๆ ตัวนี้ก็จะเพิ่มรายได้ประมาณปีละ 40,000 ล้านนะครับ แล้วก็ EBITDA ประมาณปีละ 2,000 ล้าน เอิ่ม วันนี้ clear cue ไม่ทันนะครับ มีแต่คนจะมาขอซื้อทั้ง HBO แล้วก็ทั้ง Saab ที่โรงกลั่นบางจาก เป็น need Saab หรือ HBO โรงงาน โรงงานเดียวนะครับ แล้วก็ เอ่อ มีแต่คนถามหานะครับ เอ่อ อย่างที่เห็นนะครับ วันนี้พอ Jet Fuel spread เนี่ยมันสูงมาก มันก็ส่งผลให้ Saab spread เนี่ยสูงมาก ถ้า maintain ไว้อย่างนี้ก็ 2 ปีน่าจะคืนทุนนะครับ เอิ่ม trading นะครับ ก็เป็น new high นะครับ แล้วก็ แล้วก็ หวังว่าจะโตไปจากนี้อีกเนาะ เดี๋ยวเขาก็มารอนัดกันมาเล่าให้ฟังว่าทํายังไงนะครับ แล้วสุดท้ายความเป็นตัวตนของบางจาก ผมคิดว่าเรื่อง ESG นะครับ ถึงแม้อาจจะมีอะไรต่อมิอะไรที่ผ่านมาในปี 2 ปี ซึ่งก็ใช้เวลาผมไปเยอะมาก consume เวลาผมไปเยอะมาก แต่ก็ขอยืนยันว่าในกลุ่มผู้บริหารเราเองเนี่ย เราไม่มีปัญหาอะไรพวกนี้เลยนะครับ เป็นสิ่ง หลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่มัน เราไปควบคุมไม่ได้ แต่เรา แล้วก็ด้วย capacity ที่เรามีอยู่ เราแก้ไขเต็มที่นะครับ แล้ววันนี้ที่คุยกับพวกเรา ผมก็ยังแก้ไขอยู่นะครับ แต่ก็คิดว่าเรื่องของ ESG นะครับ แล้วโดยเฉพาะเรื่องของ E เนี่ย เอ่อ เราก็ยังยืนยันว่าเราก็คงจะต้องเป็น เอ่อ 10% แรกของโลก อันนี้ไม่ใช่ 10% ของประเทศไทยนะครับ 10% แรกของโลกนะครับ วันนี้เราอยู่ที่อันดับ 2 ของโลก จริงๆ อันนึงที่อยากจะบอกก็คือ พวกเรามักจะได้ข่าวว่า บางจากไปซื้อนู่นอีกละ บางจากไปซื้อนี่อีกละ บางจากขยายจังเลย บางจากไม่ได้พิมพ์แบงก์นะครับ แล้วบางจากก็มีวินัยในการลงทุน อันไหนที่ใช่เราก็ลง เราก็ถือ อันไหนที่ตอบโจทย์ synergy ของกลุ่มเราก็ถือ อันไหนที่ไม่ตอบโจทย์เข้ามาแล้วเราก็ขาย นะครับ ใน เอ่อ 6-7 ปีที่ผ่านมาเนี่ย เรามีทั้งซื้อและขาย นะครับ สปา เราเปิดแล้วเราคิดว่าเราทําไม่เป็น เราเลิกนะครับ ลิเธียมอเมริกาช่วงที่พีคๆ ลิเธียม เราขายทํากําไรมา 5 เท่านะครับ เอ่อ เอิ่ม เอิ่ม จะ เอ่อ NIDO เนี่ย พอหลุมหมดเราก็ขายนะครับ Geothermal ก็กําไรมา 30% นะครับ เอิ่ม โซลาร์ที่ญี่ปุ่นผมก็จะค่อยว่ากําไรมาประมาณ 50% นะครับ แล้วล่าสุด CCGT ที่อเมริกาก็ถูก เอ่อ for sale นะครับ ภาษาเราก็น่าจะ for sale ก็คือ เอ่อ drag along light ในลักษณะนั้น เพราะเรามีการขายตลอด แล้วเราก็มีการ optimize portfolio ตลอด เราไม่ใช่ว่าเราลง ลงเสร็จแล้วก็นั่งทับไว้ ลงแล้วก็นั่งทับไว้นะครับ อันไหนที่ perform อันไหนที่ synergize เราก็อยู่ อันไหนที่ perform แต่ no synergies เราก็ขาย ขายกําไรเราก็ขายนะครับ ลิเธียมไม่มี synergies เราก็ขายนะครับ เอ่อ ญี่ปุ่นเรารีไซเคิลเพราะว่าลิเธียมมันต่ําเหลือเกินนะครับ แต่ๆ เรา เรา เรามีการขยับขยายอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเรามี discipline แล้วเราก็ดูว่าเราต้องการทําอะไรอยู่นะครับ อันนั้นก็คือที่ ที่ผ่านมาใน 6 เดือน แล้วก็ภาพ สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ เดี๋ยวทีมจะเล่าว่าเราทําอะไรอยู่ แล้วผมอาจจะ paint ภาพว่ามองออกไปข้างหน้าเป็นยังไงอีกทีนะครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณคุณชัยวัฒน์ค่ะ เมื่อสักครู่นะคะ คุณชัยวัฒน์เล่าภาพใหญ่ที่เป็นธีมหลักของงานไปแล้วนะคะ และอีกหนึ่งเรื่องสําคัญก็คือ value chain optimization นะคะ โดยใน agenda ถัดไปเราจะมาลงรายละเอียดในเรื่องนี้กันค่ะ และดิฉันขอเรียนเชิญพี่บรรณ คุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดค่ะ สําหรับ agenda ที่ 2 ค่ะ สวัสดีนะครับ ก็ต่อเนื่องจากที่คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังนะครับ เอ่อ R&M แล้วก็ Biofield นะครับ ก็จะเป็นอีกทีมนึงนะครับที่ช่วยกัน contribute value ให้กับกลุ่มบางจากนะครับ แล้วก็เราก็ทําในเชิงที่เป็น เอ่อ integration นะครับ ก็คือเราก็ไม่ได้ดูเฉพาะ barrel ของ refinery หรือว่า volume ที่ marketing ขายนะครับ แต่เรามองทั้ง chain นะครับ ซึ่งก็ เอ่อ ประสบความสําเร็จเป็นอย่างดีนะครับ เอ่อ ในเรื่องของการมองในภาพรวมนะครับว่า เอ๊ะ barrel ต่อไปเนี้ยเราควรจะผลิตและขายไหมนะครับ ซึ่งถ้าเป็นในอดีตที่ เอ่อ refinery กับ marketing เนี่ย optimize กันเองเนี่ย แต่ละคน optimize แยกกันเนี่ย ก็จะมองแบบนึงนะครับ ก็จะได้ benefit แบบนึงนะครับ แต่พอเรามาทํางานแบบนี้นะครับ ซึ่งบางจากทําได้นะครับ ก็คือมองการ integrate ในภาพรวมเลยเนี่ย เราจะมองอีกแบบนึงนะครับ แล้วก็พิสูจน์มาแล้วด้วยนะครับว่าในบางสถานการณ์เนี่ย นะครับ เรา create benefit นะครับ ที่มากที่สุดจริงๆ นะครับ ให้กับกลุ่มบางจาก โดยที่ไม่ได้มองว่า refinery จะบวกหรือว่า เอ่อ marketing จะบวก แต่เรามองทางภาพรวมว่าบวกทั้งคู่นะครับ ภาพนี้ก็จะเป็น เอ่อ แนวคิดที่เราใช้นะครับ ที่เราจะใช้ทีม value chain optimization เนี่ยเป็นศูนย์กลางนะครับ ในการคิดวิเคราะห์นะครับ แล้วก็ optimize ทุกอย่างนะครับ เอ่อ เพื่อให้ทั้ง supply chain เนี่ยได้ผลประโยชน์จริงๆ แล้วก็ เอ่อ เอ่อ ในฝั่งของ refinery กับ Biofield นะครับ ก็ได้ใช้ประโยชน์สูงสุดในฝั่งของ เอ่อ marketing นะครับ ก็ได้ เอ่อ เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน เพราะว่าทั้งหมดนี้ในกลุ่มบางจากเนี่ยเป็น asset ที่ต้องการ utilize สูงสุดนะครับ โรงกลั่น เอ่อ ปั๊มน้ํามันนะครับ โรง Biofield นะครับ แล้วก็สามารถต่อเชื่อมกันนะครับ สิ่งที่ เอ่อ เห็นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ เลยนะครับ สําหรับทีม R&M เราในปีนี้ก็คือว่า เราสามารถดําเนินการผลิตและขายได้อย่างเต็มที่นะครับ เอ่อ กลั่นจนสูงสุดนะครับ เท่าที่จุดที่ optimize ที่สุดเนี่ยนะครับ อย่างที่คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่นะครับ จุดสูงสุดเนี่ยไปถึง 270 กว่า KBD เลยนะครับ แล้วก็ตัวอย่างนึงที่ชัดเจนมากก็คือ โรงกลั่นกลั่นสูงสุดแล้ว เอ่อ แผนใหม่ นะครับ แผนโรงซาฟของเรานะครับ ก็เพิ่ง startup มาเมื่อ เอ่อ เดือนเมษายน แล้วก็ COD ในเดือนพฤษภาคม ก็ run ได้สูงสุดตาม name period เขาเหมือนกันนะครับ คือทุกอย่างเนี่ย run พร้อมกันหมดเลยนะครับ ก็เป็นการ optimize ได้สูงสุด แล้วก็ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงนะครับ เดือนมีนาคมเรา run เต็มที่นะครับ เรายืนยันกับผู้บริโภคตลอดนะครับว่า เอ่อ ผลิตภัณฑ์ product ไม่มีขาดนะครับ เอ่อ อันเนี้ยก็จะเป็นตัวอย่างนึงนะครับ ที่ เอ่อ เกิดจากทีม value chain นะครับ ที่เรามอง integrate ทั้งระบบ แล้วก็ work ร่วมกับ BCPT นะครับ ในเชิงของ trading นะครับ แล้วก็มีเรื่องของ logistic เอ่อ จาก outbound ด้วยนะครับ จากข้างนอกเข้ามานะครับ แล้วก็ เอ่อ มีบริษัท เอ่อ BFPL นะครับ ที่ดูแล เอ่อ รถเรือคลังถังท่อนะครับ ของ logistic ในประเทศนะครับ ก็จะเป็น เป็นภาพรวมที่เรา integrate ทั้งหมดนะครับ ภาพต่อมาก็ขออนุญาต เอ่อ ลงรายละเอียดเพิ่มเติมนิดนึงนะครับ จากเมื่อ เอ่อ ตอนต้นคุณชัยวัฒน์ท่านก็เล่าให้ฟังไปแล้วนะครับว่า ซาฟก็เป็น เอ่อ new engine นะครับ เอ่อ น้องใหม่ล่าสุดของกลุ่มบางจากนะครับ เอ่อ เรา run ได้สูงสุดตาม name plate เรียบร้อยแล้วนะครับ 7 KBD นะครับ run ด้วย UCO ทั้งหมดนะครับ แล้วก็ผลิตเป็น SAF เป็นเชื้อเพลิงหลัก แล้วก็มี bio naphtha เป็น byproduct นิดหน่อยนะครับ เอ่อ COD ไปแล้วนะครับ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานะครับ แล้วก็ผลิตภัณฑ์เรานะครับ SAF ก็ส่งไปถึงลูกค้าเรียบร้อยแล้วหลาย cargo แล้วด้วยนะครับ ไปที่ยุโรปนะครับ แล้วก็ เอ่อ คุม CAPEX ได้นะครับ ตามที่ได้เคย ได้เคยประกาศ เอ่อ ได้เคย announce ไปแล้วนะครับ แล้วก็ เอ่อ คุณชัยวัฒน์ก็บอกว่า 2 ปีคืนทุนนะครับ ก็ทีมงานก็จะทําให้ได้นะครับ ตามนั้นนะครับ แล้วก็ได้ เอ่อ สิทธิพิเศษทางภาษีนะครับ ของ BOI นะครับ 8 + 5 นะครับ ก็คือ 8 ปีแรกก็ได้ waive ภาษี CIT นะครับ แล้วก็ 5 ปีถัดมาก็ได้ waive ครึ่งนึงนะครับ ก็ตามสิทธิพิเศษที่เราได้จาก BOI ตัว process นะครับ ผมเรียนไปแล้วเบื้องต้นนะครับ ใช้ use cooking oil ทั้งหมดนะครับ เอ่อ จริงๆ แล้วด้วยกระบวนการเนี่ย เอ่อ สามารถใช้ทุกอย่างนะครับ เอ่อ ไม่ว่าจะเป็นน้ํามันพืชใดๆ ในโลกนะครับ เอ่อ process ใช้ได้ เพียงแต่ว่าด้วย เอ่อ ธุรกิจที่เป็น sustainability นะครับ เอ่อ มี ISCC มี standard รองรับ ด้วยมาตรฐานที่ IKEO กําหนด ก็เลย เอ่อ ผลิตด้วย UCO ไปก่อนนะครับ จริงๆ ก็คือจะใช้น้ํามันพืช เอ่อ อย่าง CPO หรืออะไรพวกนี้ก็ได้นะครับ แต่ว่าเราก็ยังยืนยันตาม standard ของ เอ่อ สากลอยู่นะครับ ก็ใช้ เอ่อ use cooking oil ทั้งหมดนะครับ ะครับ แล้วก็มี มี plan หลักๆ อยู่ในโรงงานเนี่ย 2 plan ก็คือ plan PTU นะครับ pre-treating นะครับ เอ่อ plan แล้วก็ SAF plan นะครับ product yield ก็ เอ่อ ผลิตได้ 2 โหมดนะครับ โหมด SAF นะครับ กับโหมด HVO นะครับ อันนี้ก็เป็น flexibility นึงของ plan เรานะครับ ครับ เอ่อ ภาพต่อมาก็จะเป็นข้อมูลน่ะนะครับว่า เอ่อ แผนการ mandate ของ SAF นะครับ ก็จะเริ่มทยอยประกาศกันนะครับ ทีละโซน ทีละโซนนะครับ ยุโรปก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่ากําหนด 2% เอ่อ อยู่แล้วนะครับ เอ่อ แล้วก็รายถัดไปที่ประกาศไปแล้วนะครับว่าเป็นปีหน้าก็คือสิงคโปร์นะครับ ก็จะรอประกาศจากประเทศอื่นๆ ตามมาตามแผนน่ะนะครับ ที่ เอ่อ แต่ละประเทศมีแผนกันนะครับ ส่วนประเทศไทยก็ยังเป็น MOU อยู่นะครับ ที่สายการบิน เอ่อ ประกาศเจตนารมณ์ว่าจะเติม 1% ก็ต้องติดตามสถานการณ์อีกทีว่าแต่ละสายการบินเนี่ยจะเริ่มเติมจริงๆ หรือยังนะครับ แต่ในจังหวะนี้ที่ เอ่อ ประเทศไทยยังไม่ mandate ของโรง BSGF เราก็ส่งไปที่ยุโรปเป็นหลักนะครับ แล้วก็ เอ่อ จริงๆ แล้ว เอ่อ demand ของ SAF ก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ นะครับ เอ่อ plan เราก็ถือว่ามารองรับ demand ที่ เอ่อ กําลังจะโตนะครับ แล้วก็อันนี้เป็น เอ่อ ภาพอีกภาพนึงที่จะขอทิ้งท้ายไว้สําหรับ R&M นะครับ ว่าปัจจุบันเนี่ยเราก็ เอ่อ run ตามที่ เอ่อ คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังเมื่อตอนต้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เอ่อ security หรือว่า residency นะครับ เอ่อ เรา run อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนะครับ อันนี้เป็น เอ่อ ผลงานในช่วง first half ที่ผ่านมา นะครับ เอ่อ run เต็ม เอ่อ hit ตรง scale ขอบสุดอยู่แล้วนะครับ แล้วก็มี passion ที่ เอ่อ ท้าทายที่เราตั้งไว้ต่อไปในปีหน้าๆ นะครับ จนถึงปี 2031 ในอีก 5 ปีข้างหน้านะครับ ว่าจะมี passion ที่เราก็ เอ่อ มองว่า เอ่อ ทีมงานแล้วก็ตัว plan เนี่ยมีศักยภาพที่จะ เอ่อ ขยายต่อไปได้อีกนะครับ เพื่อตอบโจทย์ security แล้วก็ residency นะครับ โดย เอ่อ มีช่วง transition ที่จะ เอ่อ เป็นงานที่ท้าทายนะครับ ที่ทีมงาน R&M และ biofield เนี่ยจะดําเนินการต่อ ก็ขอ เอ่อ หยุดไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกันครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณพี่บรรณค่ะ และถัดไปนะคะ ธุรกิจ marketing ค่ะ ทั้งในประเทศไทยและในฮ่องกงนะคะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับพี่เช คุณเสรี อนุพันธ์ธนันท์ค่ะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจการตลาดค่ะ เดินทางมาไกลนิดนึงจากฮ่องกงนะคะ เชิญค่ะ สวัสดีครับ สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ในส่วนของธุรกิจ marketing นะครับ ก็ต่อเนื่องจากของทางกลุ่ม R&M ที่คุณบัณฑิตได้แจ้งแล้วนะครับ marketing เองก็เป็นหนึ่งใน value chain ที่สําคัญของ เอ่อ R&M แล้วก็ NB Biofield ด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นจุดที่จะเชื่อมต่อในการที่จะนําผลิตภัณฑ์ เอ่อ ที่มีคุณภาพนะฮะ ก็ส่งมอบให้กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายของเรานะครับ ในหลายๆ ช่องทางด้วยกันนะครับ เอ่อ อย่างที่ทราบนะฮะ เรามีช่องทางหลักๆ สําคัญก็จะเป็นเรื่องของ retail หรือสถานีบริการน้ํามันนะครับ ซึ่งเราเองก็มี เอ่อ การพัฒนาเรื่องของสายบริการอย่างต่อเนื่องมาตลอดนะฮะ 30-40 ปีที่ผ่านมานะครับ เอ่อ เรามีการสํารวจความต้องการของลูกค้า แล้วเราก็จะกําหนดเรื่องของสถานีบริการเราให้เป็นเรื่องของ customer prefer choice ซึ่งประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะครับ จากการสํารวจจากการทํา market survey ก็จะพบว่า เอ่อ สิ่งที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคต้องการนะฮะ ก็จะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ดีนะครับ แล้วก็ตอบสนองต่อเครื่องยนต์ของลูกค้านะครับ ในเรื่องของการที่จะเข้าถึงสถานีบริการ มี network ครอบคลุมในหลายๆ เส้นทาง ในทุกเส้นทางที่เป็น เอ่อ เส้นทางสําคัญ หรือว่าการเดินทางระหว่างจังหวัด ระหว่างภูมิภาคนะครับ ซึ่งเราก็มีการ เอ่อ ขยาย network ของเราอย่าง อย่าง เอ่อ ทวีคูณจากการที่เราได้มี เอ่อ การรวมกับทาง BSRC หรือบางจากศรีราชาเข้ามานะครับ ทําให้เรามี network ที่ครอบคลุม ประกอบไปด้วยทั้ง เอ่อ สถานีบริการเราเองก็มีการควบคุมคุณภาพนะฮะ ในเรื่องของมาตรฐานของหัวจ่ายของการให้บริการต่างๆ นะครับ จะเห็นได้ว่าเรามี เอ่อ รางวัลหัวจ่ายมาตรฐานนะฮะ ที่ร่วมกับทางกรมการค้าภายในที่จะตรวจสอบคุณภาพหัวจ่ายมาตรฐานในระดับ goal หรือระดับทองเนี่ยนะฮะ มากที่สุดในประเทศไทยนะ เป็นแบรนด์ที่ได้รับ เอ่อ มาตรฐานระดับ goal มากที่สุดในประเทศไทยจากกรมการค้าภายในนะฮะ เกือบๆ 300 แห่งนะฮะ ซึ่งเราก็มีแผนที่จะขยายไป เอ่อ อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่หมายความว่าปั๊มอื่นๆ ของเรา เอ้ย ทําไมไม่ได้มาตรฐานหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ ทุกปั๊มเราได้รับมาตรฐานจาก เอ่อ ทางกรมการค้าภายใน มีทั้งระดับมาตรฐานนะฮะ แล้วก็ระดับ silver แล้วก็ระดับ gold นะ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการนะครับ ในส่วนของ เอ่อ ตัว non-oil นะฮะ เราก็มีการพัฒนา non-oil ที่จะตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งก็จะมีการสร้างความแตกต่างใน non-oil ในหลายๆ ด้านนะฮะ สิ่งที่ลูกค้าต้องการพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นมินิมาร์ท หรือว่าร้านกาแฟ เราก็มีอินทนิล หรือว่าพาร์ทเนอร์อย่างบิ๊กซี แล้วก็เลมอนกรีนนะครับ แล้วก็ยังมีพัฒนาพาร์ทเนอร์อีกหลายๆ เจ้านะครับ เอ่อ นอกจากนี้เรายังมีเรื่องของ car service ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ เอ่อ เรื่องของ car care ล้างรถด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขยายอย่าง เอ่อ อย่างมากเลยตอนนี้นะฮะ เป็นที่ได้รับความนิยมในเรื่องของการ เอ่อ ล้างรถด้วย self-serve นะฮะ เป็นระบบอัตโนมัตินะครับ ซึ่งไม่ต้องใช้พนักงานเลย ใช้เครื่อง แล้วก็ลูกค้าสามารถทํา payment จ่าย แล้วก็สามารถที่จะสั่งเรื่องของโปรแกรมต่างๆ ได้ ได้ด้วยตัวเองนะครับ แล้วก็เรื่องของ EV เราก็มีตอบโจทย์เรื่องของลูกค้าที่แม้ว่าจะไม่ได้ใช้รถน้ํามันแล้วนะ จะเปลี่ยนไปใช้รถ EV แต่ก็สามารถมาเข้าใช้บริการที่ปั๊มบางจากได้ เพราะเรามีแท่นชาร์จ EV นะฮะ ปัจจุบันก็ เอ่อ ประมาณ 600 กว่าแห่งแล้วนะครับ ปลายปีนี้ก็น่าจะได้ประมาณสัก 800 นะฮะ แผนเราก็จะทําให้ได้สัก 1,000 นึง เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในเขตเมือง แล้วก็การเดินทางระหว่างจังหวัด ระหว่างภูมิภาคด้วยนะครับ ในเรื่องของตัวที่เป็น digital experience นะครับ ก็คือการทําเรื่องของระบบ royalty โปรแกรมต่างๆ ที่เราออกมาเป็น green mind 4 tier ด้วยกันนะครับ ระบบ เอ่อ green mind ที่เป็น tier มาตรฐา
Moderator: ขอบคุณคุณชัยวัฒน์ค่ะ เมื่อสักครู่นะคะ คุณชัยวัฒน์เล่าภาพใหญ่ที่เป็น Theme หลักของงานไปแล้วนะคะ และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญก็คือ Value Chain Optimization นะคะ โดยใน Agenda ถัดไป เราจะมาลงรายละเอียดในเรื่องนี้กันค่ะ และดิฉันขอเรียนเชิญคุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดค่ะ สำหรับ Agenda ที่สองค่ะ
บัณฑิต หรรษาไพบูลย์: สวัสดีครับ ก็ต่อเนื่องจากที่คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังครับ R&M แล้วก็ Biofuel ครับ ก็จะเป็นอีกทีมหนึ่งที่ช่วยกัน contribute value ให้กับกลุ่มบางจากครับ แล้วเราก็ทำในเชิงที่เป็น integration ครับ ก็คือเราก็ไม่ได้ดูเฉพาะ barrel ของ refinery หรือว่า volume ที่ marketing ขายครับ แต่เรามองทั้ง chain ครับ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีครับ ในเรื่องของการมองในภาพรวมครับ ว่า barrel ต่อไปนี้เราควรจะผลิตและขายไหมครับ ซึ่งถ้าเป็นในอดีตที่ refinery กับ marketing optimize กันเอง แต่ละคน optimize แยกกัน ก็จะมองแบบหนึ่งครับ ก็จะได้ benefit แบบหนึ่งครับ แต่พอเรามาทำงานแบบนี้ครับ ซึ่งบางจากทำได้ครับ ก็คือมองการ integrate ในภาพรวมเลย เราจะมองอีกแบบหนึ่งครับ แล้วก็พิสูจน์มาแล้วด้วยครับ ว่าในบางสถานการณ์เรา create benefit ที่มากที่สุดจริงๆ ให้กับกลุ่มบางจาก โดยที่ไม่ได้มองว่า refinery จะบวก หรือว่า marketing จะบวก แต่เรามองทั้งภาพรวมว่าบวกทั้งคู่ครับ ภาพนี้ก็จะเป็นแนวคิดที่เราใช้ครับ ที่เราจะใช้ทีม Value Chain Optimization เป็นศูนย์กลางในการคิดวิเคราะห์ แล้วก็ optimize ทุกอย่างเพื่อให้ทั้ง supply chain ได้ผลประโยชน์จริงๆ แล้วก็ในฝั่งของ refinery กับ biofuel ก็ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด ในฝั่งของ marketing ก็ได้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน เพราะว่าทั้งหมดนี้ในกลุ่มบางจากเป็น asset ที่ต้องการ utilize สูงสุดครับ โรงกลั่น ปั๊มน้ำมัน โรง biofuel แล้วก็สามารถต่อเชื่อมกันครับ สิ่งที่เห็นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ เลยสำหรับทีม R&M เราในปีนี้ก็คือว่า เราสามารถดำเนินการผลิตและขายได้อย่างเต็มที่ กลั่นจนสูงสุดเท่าที่จุดที่ optimize ที่สุด อย่างที่คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ครับ จุดสูงสุดไปถึงสองร้อยเจ็ดสิบกว่า KBD เลยครับ แล้วก็ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากคือโรงกลั่นกลั่นสูงสุดแล้ว plant ใหม่ plant โรง SAF ของเราก็เพิ่ง start up มาเมื่อเดือนเมษายน แล้วก็ COD ในเดือนพฤษภาคม ก็ run ได้สูงสุดตาม nameplate เหมือนกันครับ คือทุกอย่าง run พร้อมกันหมดเลย ก็เป็นการ optimize ได้สูงสุด แล้วก็ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงครับ เดือนมีนาคมเรา run เต็มที่ เรายืนยันกับผู้บริโภคตลอดว่าผลิตภัณฑ์ product ไม่มีขาดครับ อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากทีม Value Chain ที่เรามอง integrate ทั้งระบบ แล้วก็ work ร่วมกับ BCPT ในเชิงของ trading แล้วก็มีเรื่องของ logistic จาก outbound ด้วยครับ จากข้างนอกเข้ามา แล้วก็มีบริษัท BFPL ที่ดูแลรถ เรือ คลังถัง ท่อของ logistic ในประเทศครับ ก็จะเป็นภาพรวมที่เรา integrate ทั้งหมดครับ ภาพต่อมาก็ขออนุญาตลงรายละเอียดเพิ่มเติมนิดนึงครับ จากเมื่อตอนต้นคุณชัยวัฒน์ท่านก็เล่าให้ฟังไปแล้วครับ ว่า SAF ก็เป็น new engine น้องใหม่ล่าสุดของกลุ่มบางจากครับ เรา run ได้สูงสุดตาม nameplate เรียบร้อยแล้วครับ 7 KBD run ด้วย UCO ทั้งหมด แล้วก็ผลิตเป็น SAF เป็นเชื้อเพลิงหลัก แล้วก็มี Bio-Naphtha เป็น byproduct นิดหน่อยครับ COD ไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วก็ผลิตภัณฑ์เรา SAF ก็ส่งไปถึงลูกค้าเรียบร้อยแล้วหลาย cargo แล้วด้วย ไปที่ยุโรป แล้วก็คุม Capex ได้ตามที่ได้เคยประกาศ ได้เคย announce ไปแล้วครับ แล้วคุณชัยวัฒน์ก็บอกว่าสองปีคืนทุนครับ ทีมงานก็จะทำให้ได้ตามนั้นครับ แล้วก็ได้สิทธิพิเศษทางภาษีของ BOI 8+5 ก็คือแปดปีแรกก็ได้ waive ภาษี CIT แล้วก็ห้าปีถัดมาก็ได้ waive ครึ่งหนึ่ง ก็ตามสิทธิพิเศษที่เราได้จาก BOI ตัว process ผมเรียนไปแล้วเบื้องต้นครับ ใช้ Used Cooking Oil ทั้งหมด จริงๆ แล้วด้วยกระบวนการสามารถใช้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืชใดๆ ในโลก process ใช้ได้ เพียงแต่ว่าด้วยธุรกิจที่เป็น sustainability มี ISCC มี standard รองรับด้วยมาตรฐานที่ ICAO กำหนด ก็เลยผลิตด้วย UCO ไปก่อนครับ จริงๆ ก็คือจะใช้น้ำมันพืชอย่าง CPO หรืออะไรพวกนี้ก็ได้ครับ แต่ว่าเราก็ยังยืนยันตาม standard ของสากลอยู่ครับ ก็ใช้ Used Cooking Oil ทั้งหมด แล้วก็มี plant หลักๆ อยู่ในโรงงานสอง plant ก็คือ plant PTU ครับ pre-treating plant แล้วก็ SAF plant ครับ product yield ก็ผลิตได้สองโหมดครับ โหมด SAF กับโหมด HVO อันนี้ก็เป็น flexibility หนึ่งของ plant เราครับ ภาพต่อมาก็จะเป็นข้อมูลแผนการ mandate ของ SAF ก็จะเริ่มทยอยประกาศกันทีละ zone ทีละ zone ครับ ยุโรปก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่ากำหนด 2% อยู่แล้วครับ แล้วก็รายถัดไปที่ประกาศไปแล้วว่าเป็นปีหน้าก็คือสิงคโปร์ครับ ก็จะรอประกาศจากประเทศอื่นๆ ตามมาตามแผนที่แต่ละประเทศมีแผนกันครับ ส่วนประเทศไทยก็ยังเป็น MOU อยู่ที่สายการบินประกาศเจตนารมณ์ว่าจะเติม 1% ก็ต้องติดตามสถานการณ์อีกทีว่าแต่ละสายการบินจะเริ่มเติมจริงๆ หรือยังครับ แต่ในจังหวะนี้ที่ประเทศไทยยังไม่ mandate ของโรง BSGF เราก็ส่งไปที่ยุโรปเป็นหลักครับ แล้วก็จริงๆ แล้ว demand ของ SAF ก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ ครับ plant เราก็ถือว่ามารองรับ demand ที่กำลังจะโตครับ แล้วก็อันนี้เป็นภาพอีกภาพหนึ่งที่จะขอทิ้งท้ายไว้สำหรับ R&M ครับ ว่าปัจจุบันเราก็ run ตามที่คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังเมื่อตอนต้นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ security หรือว่า resiliency ครับ เรา run อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดครับ อันนี้เป็นผลงานในช่วง first half ที่ผ่านมาครับ run เต็มแทบจะทั้งหมด ก็จะ hit ตรงสเกลขอบสุดอยู่แล้วครับ แล้วก็มี passion ที่ท้าทายที่เราตั้งไว้ต่อไปในปีหน้าๆ ครับ จนถึงปี 2031 ในอีกห้าปีข้างหน้าครับ ว่าจะมี passion ที่เราก็มองว่าทีมงานแล้วก็ตัว plant มีศักยภาพที่จะขยายต่อไปได้อีกครับ เพื่อตอบโจทย์ security แล้วก็ resiliency ครับ โดยมีช่วง transition ที่จะเป็นงานที่ท้าทายครับ ที่ทีมงาน R&M และ biofuel จะดำเนินการต่อ ก็ขอหยุดไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกันครับ ขอบคุณครับ
Moderator: ขอบคุณพี่บอลค่ะ และถัดไปนะคะ ธุรกิจ Marketing ค่ะ ทั้งในประเทศไทยและในฮ่องกงนะคะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับพี่เชิญค่ะ คุณเสรี อนุพันธ์ธนันท์ค่ะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาดค่ะ เดินทางมาไกลนิดนึงจากฮ่องกงนะคะ เชิญค่ะ
เสรี อนุพันธนันท์: สวัสดีครับ สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ในส่วนของธุรกิจ Marketing นะครับ ก็ต่อเนื่องจากของทางกลุ่ม R&M ที่คุณบัณฑิตได้แจ้งแล้วนะครับ Marketing เองก็เป็นหนึ่งใน Value Chain ที่สำคัญของ R&M แล้วก็ EnB Biofuel ด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นจุดที่จะเชื่อมต่อในการที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพนะครับ ส่งมอบให้กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายของเรานะครับ ในหลายๆ ช่องทางด้วยกันนะครับ อย่างที่ทราบนะครับ เรามีช่องทางหลักๆ สำคัญก็จะเป็นเรื่องของ Retail หรือสถานีบริการน้ำมันนะครับ ซึ่งเราเองก็มีการพัฒนาเรื่องของสถานีบริการอย่างต่อเนื่องมาตลอดนะครับ สามสิบสี่สิบปีที่ผ่านมานะครับ เรามีการสำรวจความต้องการของลูกค้า แล้วเราก็จะกำหนดเรื่องของสถานีบริการเราให้เป็นเรื่องของ Customer Preferred Choice ซึ่งประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะครับ จากการสำรวจ จากการทำ Market Survey ก็จะพบว่าสิ่งที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคต้องการนะครับ ก็จะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ดีนะครับ แล้วก็ตอบสนองต่อเครื่องยนต์ของลูกค้านะครับ ในเรื่องของการที่จะเข้าถึงสถานีบริการ มี Network ครอบคลุมในหลายๆ เส้นทาง ในทุกเส้นทางที่เป็นเส้นทางสำคัญ หรือว่าการเดินทางระหว่างจังหวัด ระหว่างภูมิภาคนะครับ ซึ่งเราก็มีการขยาย Network ของเราอย่างทวีคูณ จากการที่เราได้มีการรวมกับทาง BSRC หรือบางจากศรีราชาเข้ามานะครับ ทำให้เรามี Network ที่ครอบคลุม ประกอบไปด้วยทั้งสถานีบริการ เราเองก็มีการควบคุมคุณภาพในเรื่องของมาตรฐานของหัวจ่าย ของการให้บริการต่างๆ นะครับ จะเห็นได้ว่าเรามีรางวัลหัวจ่ายมาตรฐานนะครับ ที่ร่วมกับทางกรมการค้าภายใน ที่จะตรวจสอบคุณภาพหัวจ่ายมาตรฐานเป็นระดับ Gold หรือระดับทองนี่นะครับ มากที่สุดในประเทศไทย เป็นแบรนด์ที่ได้รับมาตรฐานระดับ Gold มากที่สุดในประเทศไทยจากกรมการค้าภายในนะครับ เกือบๆ สามร้อยแห่งนะครับ ซึ่งเราก็มีแผนที่จะขยายไปอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าปั๊มอื่นๆ ของเราทำไมไม่ได้มาตรฐานหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ ทุกปั๊มเราได้รับมาตรฐานจากทางกรมการค้าภายใน มีทั้งระดับมาตรฐาน แล้วก็ระดับ Silver แล้วก็ระดับ Gold นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการนะครับ ในส่วนของตัว Non-Oil นะครับ เราก็มีการพัฒนา Non-Oil ที่จะตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งก็จะมีการสร้างความแตกต่างใน Non-Oil ในหลายๆ ด้านนะครับ สิ่งที่ลูกค้าต้องการพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นมินิมาร์ท หรือว่าร้านกาแฟ เราก็มีอินทนิล หรือว่า Partner อย่าง Big C แล้วก็ Lemon Green นะครับ แล้วก็ยังมีพัฒนา Partner อีกหลายๆ เจ้านะครับ นอกจากนี้เรายังมีเรื่องของ Car Service ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Car Care ล้างรถด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขยายอย่างมากเลยตอนนี้ เป็นที่ได้รับความนิยมเรื่องการล้างรถด้วย Self Serve นะครับ เป็นระบบอัตโนมัตินะครับ ซึ่งไม่ต้องใช้พนักงานเลย ใช้เครื่อง แล้วก็ลูกค้าสามารถทำ Payment จ่าย แล้วก็สามารถที่จะสั่งเรื่องของโปรแกรมต่างๆ ได้ด้วยตัวเองนะครับ แล้วก็เรื่องของ EV เราก็มีตอบโจทย์เรื่องของลูกค้าที่แม้ว่าจะไม่ได้ใช้รถน้ำมันแล้วนะ จะเปลี่ยนไปใช้รถ EV แต่ก็สามารถมาเข้าใช้บริการที่ปั๊มบางจากได้ เพราะเรามีแท่นชาร์จ EV นะครับ ปัจจุบันก็ประมาณหกร้อยกว่าแห่งแล้วนะครับ ปลายปีนี้ก็น่าจะได้ประมาณสักแปดร้อยนะครับ แผนเราก็จะทำให้ได้สักพันหนึ่ง เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในเขตเมือง แล้วก็การเดินทางระหว่างจังหวัด ระหว่างภูมิภาคด้วยนะครับ ในเรื่องของตัวที่เป็น Digital Experience นะครับ ก็คือการทำเรื่องของระบบ Loyalty Program ต่างๆ ที่เราออกมาเป็น Green Miles สี่ Tier ด้วยกันนะครับ ระบบ Green Miles ที่เป็น Tier มาตรฐาน ที่เป็น Pro ระดับ Premium แล้วก็ระดับ Gold ซึ่งก็จะตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มต่างๆ นะครับ ซึ่งจะเป็นเรื่องของการทำ Segmentation ให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิก Green Miles รวมทั้งมีสิทธิประโยชน์ หรือเราจะใช้เรื่องของ AI เข้ามาเพิ่มเติมในการที่จะทำ Personalized Offering ให้กับลูกค้าแต่ละกลุ่ม แต่ละท่านด้วยนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นแผนงานของเราที่จะดำเนินการเพิ่มเติมเข้ามานะครับ แล้วสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของ Green Society ที่ทางบางจากเองก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้า หรือว่าได้รับความเห็นจากลูกค้าส่วนใหญ่ว่าบางจากเองเป็นแบรนด์ หรือเป็นบริษัทน้ำมันที่มีการรักษาสิ่งแวดล้อม มีการคิดคำนึงถึงชุมชนต่างๆ พวกนี้ ซึ่งเราก็ทำกิจกรรมพวกนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการปั๊มชุมชนบางจาก โครงการนำสินค้าชุมชนต่างๆ มาแจกในสถานีบริการ รวมทั้งเรื่องของการรับซื้อน้ำมันใช้แล้วนะครับ ที่ปั๊มบางจากเองก็สามารถนำน้ำมันที่ใช้แล้วที่ครัวเรือนต่างๆ มาจำหน่ายได้นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราสร้างให้สถานีบริการของเราเป็น Preferred Choice กับลูกค้านะครับ อันนี้ก็จะเป็นการเจาะเข้าไปในส่วนของธุรกิจ Non-Oil นิดหนึ่งนะครับ ว่าเรามีการพัฒนา Model รูปแบบของ Non-Oil เพิ่มเติมขึ้นมานะครับ อย่างที่หลายๆ ท่านน่าจะเคยไปใช้บริการแล้วนะครับ โครงการ The Colorfields ของเราที่หัวหินนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นการพัฒนารูปแบบของ Model Non-Oil แบบใหม่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่นะครับ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หัวหิน เราก็เลยพัฒนาตัว Model Colorfields หัวหิน อันนี้เปิดไปแล้วนะครับ อันนี้ภาพจริง บรรยากาศจริงนะครับ ส่วนที่บางใหญ่ จังหวัดขอนแก่น อันนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างนะครับ ได้รับการพัฒนาเรื่องของ Model รูปแบบ แล้วก็ร้านค้าพันธมิตรต่างๆ ที่จะเข้ามาเปิดอยู่ในโครงการ Colorfields ที่บางใหญ่ บางใหญ่ก็คือตรงถนนกาญจนาภิเษก ต้นทางที่จะไปสายมอเตอร์เวย์ 81 ที่ไปกาญจนบุรีนะครับ อันนี้ก็จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะเป็นจุดนัดพบ เป็น Landmark สำคัญของย่านบางใหญ่เลยนะครับ แล้วก็ที่ขอนแก่นก็คือข้างๆ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็จะเป็นจุดที่ศูนย์รวมของย่านธุรกิจนักศึกษาบริเวณจังหวัดขอนแก่นนะครับ แล้วก็อีกโครงการหนึ่งก็คือ Green Market นะครับ ซึ่งก็อยู่ในแผนการพัฒนา Model Non-Oil ของเรานะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการพัฒนา Model ที่เป็นตัวของน้ำมันหล่อลื่น FURiO และ HERCuRO นะครับ ซึ่งเราก็พัฒนาให้เป็นเรื่องของ High Quality ของน้ำมันหล่อลื่น ปัจจุบันค่า API ที่ใช้ควบคุมหรือใช้วัดมาตรฐาน เราก็อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับค่า API ที่สูงสุด แล้วก็มีการพัฒนาคุณภาพของน้ำมันหล่อลื่น FURiO และ HERCuRO อย่างต่อเนื่องนะครับ เป้าหมายในส่วนของ Non-Oil เองเราก็มีเป้าหมายที่จะโตในส่วนของ Non-Oil เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันสามเท่าในมุมของ EBITDA นะครับ ตัว Charger Station ตั้งเป้าไว้ที่หนึ่งพันสถานีทั่วประเทศนะครับ แล้วก็ Touchpoint ที่เป็นร้านค้าหรือ Shop ต่างๆ อีกเป็นหนึ่งหมื่น Touchpoint นะครับ พวกนี้ก็จะมีเป้าหมายที่สำคัญของบางจากอยู่ในการพัฒนาตัว Non-Oil ด้วยนะครับ สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของ Model ที่เราเพิ่งไปขยายธุรกิจที่ฮ่องกงนะครับ ซึ่งเราใช้เรื่องของฐานของฮ่องกง นอกจากมีธุรกิจของ Retail ซึ่งก็เป็น Retail ที่มีอัตราการทำกำไรที่ค่อนข้างดีนะครับ ในส่วนของ Commercial, C&I หรือ Marine ก็จะเป็นจุดเชื่อมต่อหนึ่งที่สำคัญนะครับ กับทางประเทศไทย หรือว่าโรงกลั่นของไทยนะครับ ที่จะสามารถเลือกที่จะผลิต Product ที่เป็น Marine หรือว่าตัวที่เป็นเกี่ยวกับ C&I ก็คือ Commercial and Industrial จัดจำหน่ายไปที่ทางฝั่งของฮ่องกงได้นะครับ หรือเลือกที่จะสามารถที่จะ Balance หรือว่าบริหาร Optimization เรื่องของการผลิตหรือการ Trading ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ในการที่จะสร้าง Benefit สูงสุดให้กับกลุ่มบางจากนะครับ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการที่จะขยายตลาดในส่วนของ Marine แล้วก็ Commercial ไปที่ต่างประเทศนะครับ รวมทั้งเรายังมี Terminal ซึ่งสามารถที่จะช่วย Utilize เรื่องของ Asset แล้วก็ได้เกิด Benefit สูงสุดกับกลุ่มบางจากด้วยนะครับ ซึ่งก็มีเป้าหมายในการที่จะขยายเรื่องของการขาย หรือว่าตัว EBITDA ที่ฮ่องกงในอนาคตต่อไป ซึ่งอยู่ในแผนงานที่เราวางไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ขอเรียนในส่วนของ Marketing เพียงเท่านี้นะครับ เดี๋ยวก็ขอเชิญใน Part ต่อไป ขอบคุณมากครับ
Moderator: ขอบคุณค่ะ ขอบคุณพี่เชษฐ์ค่ะ ก็ EBITDA จากทางฮ่องกงนะคะ จะเริ่มรับรู้ในไตรมาสสามเป็นต้นไปนะคะ ทุกคนก็ติดตามได้เลยนะคะ ถัดไปค่ะ เป็นกลุ่มธุรกิจ Trading ค่ะ ซึ่งเป็นหนึ่ง Growth Engine ที่สำคัญของบางจากนะคะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับพี่นัท คุณนัท ภู่อารีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท BCPT จำกัดค่ะ
ณัฐ ภู่อารีย์: สวัสดีครับ ก็ถึงคิว Oil Trading นะครับ ก็เป็น Trading ก็มี Oil & Gas อันนี้ไม่ต้องกดเองเนอะ น่าจะมีหน้าเดียวกันนะครับ ก่อนจะไปสไลด์นี้นะครับ ผมขอสักแป๊บหนึ่ง Recap ว่าจริงๆ แล้ว Trading เนี่ย จริงๆ แล้วมันเกิดมาสิบปีแล้วนะครับ มันอยู่ภายใต้กลุ่มโรงกลั่นนะครับ ก็เพิ่งจะเป็น BCPT ที่สิงคโปร์นะครับ จดทะเบียนปี 2016 แล้วก็ Operate เต็มปีนี้ '17 เป็นปีแรกนะครับ นี่ก็สิบปีแล้วนะครับ ปีนี้จะมีครบสิบปี Anniversary เราจะมีงานที่สิงคโปร์นะครับ ถ้าท่านใดอยู่สิงคโปร์วันที่ 6 เดือนหน้านะครับ ตอนเย็น เรียนเชิญนะครับ ไปยินดีกับเราได้นะครับ เรียกแขกนิดหนึ่งที่ Fullerton Bay Hotel นะครับ ต้องลงทะเบียนนะครับ แต่แจ้งพี่ก้อยได้นะครับ เดี๋ยวแกเป็น Center แล้วแกเป็นคนจ่ายเงิน ทีนี้ 10 ปีผ่านมานะครับ เราก็เริ่มจากบริษัทเล็กๆ นะครับ มีพนักงานอยู่สักสามสี่คน EBITDA ปีแรกก็ประมาณล้านหนึ่ง ค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ 10 ปีล่าสุด ปีนี้นะครับ ก็อยู่ประมาณพันล้านบาทนะครับ ก็อยู่แถวๆ สัก 35 ล้านเหรียญนะครับ กะว่าปิดปีนี้ ซึ่งน่าจะเกินด้วยนะครับ อันนี้ยังไม่อยากโม้ เก็บไว้ก่อนนะครับ ทีนี้จากนี้ไปเราก็จะเติบโตอีก 5 ปีนะครับ จนปี 2031 เรามองว่าเราจะขยับเป็น 5 เท่านะครับ จากพันกว่าล้านเป็นห้าพันนะครับ ซึ่งด้วยอัตราการเติบโตแบบนี้เนี่ย ผ่าน Transition ปีหน้าประมาณสัก 1,600 นะครับ ก็โตขึ้นเป็นลำดับ ก็น่าจะเป็น Exponential curve ที่ค่อนข้างชันพอสมควรนะครับ ซึ่ง Keyword ก็คือว่า พอคุณโตแบบนี้มันเพิ่ม Revenue ให้กับกลุ่มบริษัทบางจากนะครับ ซึ่งมันจะ Drive ไปถึงหลักล้านล้านบาทในปี 2031 นะครับ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่คุณชัยวัฒน์ได้บอกไปแล้วคร่าวๆ ว่าเราจะโตไปเป็น S&P Global 500 นะครับ ก็จากตอนนี้เราเป็นเอเชีย ก็จะไปจากสีเขียวเป็นสีทองนะครับ Trading ก็จะเป็น Driver หนึ่งที่เพิ่ม Revenue เป็นตัวหลักนะครับ ก็เป็นประมาณนี้ ทีนี้ใน Portfolio mix ถ้าสังเกตดู เราก็มีอยู่แต่ก่อนนะครับ มันจะมีอยู่แค่หนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วกันเสี้ยวๆ เล็กๆ นะครับ ทั้งหมดนี้มันจะถูกขยายให้เยอะขึ้นนะครับ ก็มีทั้ง Crude, Product, Logistic, Biofuel, Specialty แล้วก็ Derivative นะครับ ซึ่งเป็น 5 Engine หลักที่เป็นคนทำเงินในกลุ่ม Oil Trading นะครับ ผ่าน 2 บริษัท วันนี้ก็คือ BCPT สิงคโปร์นะครับ ที่เรียนเมื่อกี้ 10 ปีแล้วนะครับ แล้วก็เพิ่งตั้งที่ดูไบเมื่อปีที่แล้วนะครับ ที่ครบปีกว่าๆ ไปแล้วนะครับ ซึ่งอยู่ในฝั่ง Trading แล้วก็มีฝั่งที่เป็น Logistic นะครับ ซึ่งที่ผ่านมามันอยู่ใน BCPT แต่ว่าปีนี้เราเพิ่งจดทะเบียนบริษัท Mobiz Maritime นะครับ เรา Craft ธุรกิจที่เป็น Chartering Logistic มาเป็นบริษัทใหม่นะครับ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน ชื่อ Mobiz Mobility Royal MM นะครับ จำง่ายๆ ช็อกโกแลต M&M นะครับ ก็คือจะเป็นคนที่ดูเรื่องเรือทั้งหมดนะครับ Time Charter, Freight Trading นะครับ แล้วก็ถ้าดูดีๆ เราคาดหวังว่าในปีที่ 5 นี่นะครับ 2031 เนี่ย เราจะมี Fleet ในการบริหารของเราประมาณสัก 8 ลำนะครับ ก็ไซส์ใหญ่ กลาง เล็ก ว่ากันไปตามความเหมาะสมนะครับ จะมีเรื่องของ Floating storage นะครับ Support ทางด้าน Blending ของฝั่ง Trade นะครับ ไม่ว่าจะเป็น Product หรือ Crude Blending สุดแท้แต่นะครับ ก็จะอยู่ในตรงนี้ Support แล้วก็จะมีทางคาดหวังว่าในปีที่ 4 ที่ 5 เนี่ย เราอาจจะมีเรือของตัวเองนะครับ ก็อาจจะเป็น JV ก็ได้ อันนี้ก็เป็นแผนในอนาคต เป็น Ambitions นะครับ ส่วนที่เราเริ่มแล้วตี๊ดๆ นะครับ ก็คือปีนี้เราตีคู่ไปกับทางโรง SAF ของพี่บรรณเขานะครับ เขามีของเข้าเราก็ซื้อให้เขา เขามีของออกเราก็ขายให้เขานะครับ ซึ่งเราก็จะ Operate บน End-to-End ก็หมายความว่า Feedstock เนี่ย บางส่วนเขาซื้อในประเทศ แต่อีกหลายๆ ส่วนเขาเนี่ยนำเข้านะครับ เราก็พยายามลดต้นทุนนะครับ ก็ซื้อให้ถึงต้นทาง หลักๆ ก็คือเมืองจีน เป็นน้ำมันใช้แล้ว UCO นะครับ ส่วนฝั่งขายเนี่ย เราก็พยายาม Reach out ไปทาง User มากขึ้นนะครับ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ขายผ่าน Trader แต่ว่าเรามีแผนว่าเราจะโตต่อนะครับ ไปถึงปลายทางที่ตลาดที่เขาใช้จริงๆ พวกยุโรปอะไรพวกนี้นะครับ ซึ่งก็มีแผนอยู่ในฝั่ง Biofuel นะครับ มันจะมีติ่งอยู่นิดนึงตัว Specialty เนี่ยครับ มันก็จะมีพวก Lithium ที่เราขายไปแล้วก็จริง แต่ยังมีสิทธิ์ Offtake อยู่นิดหน่อยนะครับ จะมีพวก Asphalt มีพวก Solvent อะไรต่อมิอะไร ผมก็เลยรวมไว้ในก้อนนี้นะครับ เพราะมันเป็นเล็กๆ น้อยๆ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ไปนะครับ ส่วนสุดท้ายคือ Derivative นะครับ ซึ่งที่ผ่านมาเนี่ย เราทำเป็น Hedging ประกบกับ Product ทั้งหมด ซึ่งก็ทำอยู่นะครับ แต่ว่า In the future เนี่ย มันก็มีโอกาสหาเงินได้นะครับ จากการทำ Paper trade นะครับ เป็น Market view trade นู่นนี่นั่น ก็ว่ากันไปนะครับ ทั้งหมดนี้มันเป็นตัวหาเงินนะครับ แต่มันจะหาเงินไม่ได้ถ้ามันไม่มีข้างล่างนะครับ ก็คือ Financial management ก็คือพวก Trade facilities นะครับ ทั้งปริมาณที่พอเพียงและทั้งคุณภาพที่ตอบโจทย์ Complex deal ที่เราจะไปต่อนะครับ จากนี้วันนี้ไปก็คงต้องเดินสายคุยกับแบงก์นะครับ สถาบันการเงินนะครับ ท่านใดพร้อม Support ก็ยินดีไปคุยนะครับ แล้วก็ส่วนที่เป็นอีกอันหนึ่งที่เราใช้เวลากับมันเยอะในปีนี้นะครับ คือบริหารความเสี่ยง ว่าทำยังไงให้เงินก็อยากได้ครับ แต่ก็ไม่อยากเจ๊ง เพราะฉะนั้นเนี่ย มันต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี ว่าเราต้องทำให้มันเหมาะสมนะครับ ไม่เสี่ยงเลยมันก็ไม่โต เสี่ยงเกินไปมันก็ตายเร็วนะครับ ก็เราจะไปทางสายกลางประมาณหนึ่ง ซึ่งปีนี้เราอัปเกรดเยอะนะครับ เราใช้ ConsultAI มาช่วยวางระบบด้วยนะครับ ก็คิดว่าคงน่าจะใกล้เสร็จแล้วนะครับ ส่วนสุดท้ายนะครับ ไม่พ้นเรื่องคนนะครับ เพราะว่าถ้าเราจะไปต่อเยอะแยะเนี่ย มันต้องมี Think Tank ต้องมีคนที่ช่วยเราวิเคราะห์ตลาดนะครับ เราเรียกว่าเป็น Analytics team ซึ่งทุก Trading house ที่ผมไปเจอมาเนี่ย เขาทีมใหญ่มากนะครับ ซึ่งเรามีแล้วแต่มันเล็ก เราต้องขยายนะครับ เพื่อให้เขาสามารถ Advice Trader ทุกคนได้ว่าสถานการณ์แบบนี้ Market ข้อมูลแบบนี้มันจะไปต่อยังไงนะครับ ก็ต้องเป็นมันสมองช่วย Trader อีกมุมหนึ่งนะครับ ซึ่งหมดนี้เราก็คาดหวังว่าในปีนี้เราคงได้สัก 5,000 นะครับ ก็คิดว่าฝากไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ
Moderator: ขอบคุณพี่นัทค่ะ หนึ่งหน้าแต่ว่า EBITDA Growth สูงมากเลยนะคะ พี่นัทถัดไปค่ะ จากที่คุณชัยวัฒน์ได้เกริ่นไว้เรื่อง Energy Security นะคะ จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเกิดไม่มี Crude Supply ค่ะ ขอเชิญพี่กรึ๊บ คุณโกมุท มณีฉาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท BCPER จำกัด ค่ะ
โกมุท มณีฉาย: สวัสดีครับ สวัสดีอีกรอบหนึ่งนะครับ ก็ขอเกริ่น Recap อย่างที่คุณชัยวัฒน์พูดไปนะครับ ว่าความสำคัญของ Energy Security เราเห็นแล้วนะครับว่ามันมีความสำคัญยังไง แล้วนั่นทำให้เรามองว่าเราคงต้องอยู่กับ Fossil Fuel ไปอีกระยะหนึ่งนะครับ แล้ว Data Center ที่จะเข้ามาก็ต้องใช้พลังงาน แล้วเราต้องการพลังงานอะไรที่จะต้องใช้นะครับ นั่นทำให้เราเห็นความสำคัญของธุรกิจ Upstream นะครับ เราฟังธุรกิจปลายน้ำกลางน้ำมาแล้ว นี่เราคือธุรกิจต้นน้ำนะครับ Strategy ของเราก็คือว่าเราจะสร้าง Value Creation Across the Value Chain ของ Organization นะครับ เป็น Integrated E&P Company นะครับ โดยที่เป้าหมาย Aspiration ของเราคือเราต้องการที่จะเป็น Leading mid to late life แล้วเป็น Low cost, High efficiency operator นะครับ ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่นอร์เวย์ แต่เป็นที่ Southeast Asia ด้วยนะครับ เราจะ Leverage สิ่งที่เราเรียนรู้จาก OKEA ในการที่เป็น Leading mid to late life SME ตรงนั้นนะครับ เข้ามาหา Opportunity หาโอกาสเดินเติบโตในด้านธุรกิจ Upstream ใน Southeast Asia นะครับ วันนี้เรามีอยู่ที่ OKEA วันนี้ OKEA ผลิตอยู่ประมาณ 29-32 Kboepd นะครับ ผมเห็นมีคำถามว่าแล้ว OKEA มีการเติมจาก 2P ไปเป็น 1P ยังไง เป็น Normal นะครับ เป็นธุรกิจของ Upstream ก็คือว่าเขาก็มีการที่จะเติบโต คือ Reserve Depletion Production หายไปก็จะมี Reserve Replenishment กลับเข้ามานะครับ โดยที่กลับเข้ามาก็คืออาจจะเป็นการเจาะหลุม Infill ใกล้เคียงกับแหล่งที่เรามีอยู่แล้ว ใกล้ๆ กับ Infrastructure แล้วก็ Tie Back กลับเข้ามานะครับ ยกตัวอย่างก็คือแหล่งที่เรียกว่า Bestla ก็จะ Tie Back เข้ามาที่แหล่ง Brage นะครับ ก็จะยืดอายุในตัวแหล่ง Brage ออกไป หรืออย่าง Draugen เองที่ OKEA เป็น Operator ก็จะมีการเจาะ Infill Well เดี๋ยวก็จะมีการขึ้นนะครับ เป็น Prospect ที่ชื่อว่า Garn West South ก็จะกลับเข้ามาใน Production ทางด้านของแหล่ง Draugen นะครับ OKEA ก็มีการเติบโตของเขาก็คือ Growth ของเขาก็คือผ่านทาง Organic เองก็คืออย่างที่บอกนะครับ ก็คือเจาะพวก Infill หรือเป็น Inorganic ก็คือ M&A เข้ามานะครับ โดยที่เขาก็จะเติบโตอย่างมี Capital Discipline นะครับ แล้วก็สร้าง Value Creation ในทุกๆ สิ่งที่เขาทำนะครับ ส่วนตรงนี้เราก็จะมองว่าเราก็จะเอาสิ่งจากที่ OKEA มานะครับ ที่เขาเป็น Expertise ทางด้านนี้ Organization Capability ของเรา เขาเข้ามาเนี่ย มา Work Collaboration กับ BCPER เพื่อที่จะมองหาโอกาสที่จะเติบโตในธุรกิจ Upstream ใน Southeast Asia ของเรา ซึ่งวันนี้เรามี First footprint เข้าไปแล้วนะครับ เราร่วมกันใน Block สำรวจ PSC G2/65 ในอ่าวไทยกับทาง Chevron เป็น Operator เดือนหน้าอย่างที่คุณชัยวัฒน์เรียนไว้ว่าจะมีการเจาะหลุม First exploration well นะครับ ในหลุมตรงนี้ จะบอกว่าหลุมที่เจาะใน G2/65 ถ้าจะมองไปแล้วมันก็คือคล้ายเคียงกับสิ่งที่ OKEA ทำที่นอร์เวย์ ก็คือเป็นการเจาะหลุม Infrastructure Lead Exploration เพราะเป็นการเจาะหลุมที่ Step out ออกไปจากที่มี Infrastructure อยู่แล้วนะครับ ในการเติบโตของ Strategy ของ Southeast Asia เราแบ่งเป็นสาม Stage นะครับ ก็คือ E2E Roadmap ของเราก็คือ Establish ซึ่งวันนี้เรา Establish ไปแล้วนะครับ อันที่สองก็คือเราจะ Expand แล้วก็ไปเป็น Excel เรามองตัวเราเองว่าเราจะเป็น Super independent E&P Upstream ใน Southeast Asia นะครับ โดยที่เราจะทำตรงนั้นได้คือ Strategy ของเราก็คือว่าเราจะต้องมีการ Grow Organic แล้วก็ Inorganic นะครับ เราก็ต้องมีการสร้างทาง สร้าง Safety ของเราเป็น Reliable operator นะครับ แล้วก็สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเราต้อง Maximize value ของ Asset ที่เราไป Acquire เข้ามา เราจะมีการสร้าง Value Creation ตรงนั้นได้ยังไงนะครับ สุดท้าย Key strategy ของเราก็คือว่า Networking กับ Partnership อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ซึ่งวันนี้เราก็จับมือกับทาง OKEA นะครับ กำลังคุยกันอยู่ว่าเราจะจับมือร่วมกันเข้าไปเพื่อมองหาโอกาสที่เขาเองก็จะ Step out ออกมาจากที่ North Norwegian Continental Shelf เข้ามาที่ Southeast Asia แล้วจับมือไปกับเราด้วยกันนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะว่า Network กับ Partnership อันนี้เป็นสิ่งที่เราก็สร้าง Building relationship กับพวกไม่ว่าจะเป็น Regulator ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก Key player ใน Southeast Asia นะครับ วันนี้เราก็ Establish ตัวเรา บางจากเราเข้าไปในประเทศพวกนี้เขาก็รู้เรื่องแล้วในประเทศเพื่อนบ้านเรานะครับ ส่วนที่สองก็คือว่าเราจะต้องสร้างตัวที่เป็นเรียกว่า Fit for purpose system นะครับ เพื่อที่จะ Maximize ตัว Asset ที่เราเข้าไปตรงนี้ครับ ให้ได้มากที่สุด ก็อย่างที่คุณชัยวัฒน์เรียนว่าตัวหน้าเหล่านี้เราก็มีการทำคุยเจรจากับที่จะเข้าไปในธุรกิจ E&P ก็คงยัง Disclose ไม่ได้ แต่ก็ถ้ามีอะไรที่มีความคืบหน้าก็เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังนะครับ ก็ผมขอจบในธุรกิจ Upstream เท่านี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ
Moderator: ขอบคุณค่ะ ถัดไปนะคะ ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณรวี บุญสินสุขค่ะ พี่บีของเรานะคะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท BCPG จำกัดค่ะ
รวี บุญสินสุข: สวัสดีครับ กับ BCPG นะครับ ผมว่าถ้าพี่ๆ ก็คงมีคำถามอยู่สักสองสามคำถามเนาะ ผมเอาคำถามแรกเลย คือ Drag along โดน Drag along รอยไฟฟ้า US CCGT แล้วจะไปทางไหนต่อนะครับ
รวี บุญสินสุข: กับบทบาทที่รับมาว่าจะเป็น Stabilizer ของกลุ่มนะครับ แล้วเราจะทำยังไงนะครับ ทีนี้ผมว่า BCPG ตอนนี้เรามีอยู่สองธุรกิจหลักนะครับ ก็คือกลุ่ม Power นะครับ ก็มีกำลังการผลิตประมาณ 1.6 Gigawatt หรือ 1,600 Megawatt นะครับ ก็ถ้าโดน Drag Along ไปก็จะเหลือออกไปสัก 400 เหลือประมาณ 1,200 นะครับ แล้วก็เหลือโรงของอเมริกาอีก 400 นะครับที่เป็นโรงแก๊ส แล้วอีกประมาณสัก 800 ก็จะเป็นกลุ่มของไฟฟ้าสีเขียวนะครับ อีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มของ Energy Infrastructure นะครับ ตัวนี้ก็เป็นคลังน้ำมันที่เพชรบุรีนะครับ ก็ Support Operation ของกลุ่มโรงกลั่นนะครับ แล้วล่าสุดที่ Support การเติบโตของโรงกลั่นก็คือการเป็น Hub ของการ Export SAF นะครับ ซึ่งก็จะมี Volume สูงขึ้นเรื่อยๆ นะครับ ทีนี้มาดูครับว่าแล้วโดน Drag Along ไปนะ Hamilton นะครับ ผมว่าเป็นจังหวะที่ดีที่ทาง Partner เขาใช้สิทธิ์ Drag Along นะครับ ผมว่าราคาที่ได้มาค่อนข้างดีนะครับ เราก็ได้เงินสดมานะครับ ก็จะเป็นกระสุนให้กับทาง Bangchak นะครับในการขยายกิจการไปนะครับ รวมถึง BCPG ด้วยนะครับ แต่ตัวโรงไฟฟ้าที่เหลือนะครับ คืออีกเหลือประมาณ 430 กว่า Megawatt นะครับ ผมก็ยัง Enjoy Fundamental ที่แข็งแรงของสหรัฐนะครับ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้ Demand หรือความต้องการไฟฟ้าที่ PJM นะครับในภูมิภาคนี้เนี่ย โตประมาณปีละ 4,000-5,000 Megawatt นะครับ Even ที่จะ Match Growth ตัวนี้ต้องมีโรงไฟฟ้าสี่ถึงห้าโรงเข้ามาในระบบทุกๆ ปีนะครับ ผมว่าตอนนี้สร้างโรงไฟฟ้าเร็วสุดก็หกเจ็ดปีนะครับ ฉะนั้นสภาพตึงตัวอย่างนี้เป็นไปอีกสักพักใหญ่ๆ นะครับ แล้วด้วยตลาด Commodity เมื่อไหร่เกิดการตื่นตัวนะครับ Margin อะไรก็จะดีนะครับ ก็จะเป็นที่มาว่าอีก 430 Megawatt ผมว่าน่าจะ Enjoy Strong Fundamental ของที่ US ได้ดีนะครับ ก็จะเป็น Growth ตัวถัดไปของเราอีกตัวหนึ่ง ที่เราจะมุ่งไปก็คือเรื่องของ Power นะครับ ผมว่าเราก็มาโฟกัสในสิ่งที่เราคิดว่าเราเก่งนะครับ ก็คือกลุ่มธุรกิจโซลาร์นะครับ ตอนนี้เรามีอยู่ประมาณสัก 200 Megawatt ผมว่าตรงนี้ก็จะเป็น Fundamental หรือแพลตฟอร์มที่เราจะขยายได้นะครับ อย่างน้อยผมว่าไปได้ถึง 500 Megawatt นะครับ ก็ถามว่ามาจากไหน ผมว่าตอนนี้ Trend ของ Data Center หรือ AI ก็เข้ามาถึงเมืองไทยแล้วนะ ผมว่าทั้งไฟทั้งน้ำก็ขาดกันหมดนะครับ ตอนนี้ภาครัฐก็เริ่ม On Board Demand ของ Power ในแผน PDP แล้วครับ ถึงแม้จะเป็นร่างนะครับ แต่เราเห็นภาพใหญ่เห็นได้ชัดขึ้นนะครับ สิ่งที่เรากำลังรออยู่คือเรื่องของ Direct PPA นะครับ ซึ่งตรงนี้ทำให้ BCPG สามารถขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้โดยตรงได้นะครับ แล้วเราสามารถเขาเรียก Optimize รายได้ของเราว่าจะขายเข้ากริดหรือขายเข้าผู้ใช้โดยตรงได้นะครับ ส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของ Energy Infrastructure นะครับ ตอนนี้เราก็ต้อง Synergy เพิ่มกับกลุ่ม Bangchak มากขึ้นนะครับ เพราะว่า Bangchak มีการเติบโตมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Trading นะครับ ซึ่งอาจจะใช้ Utilize คลังน้ำมันของเราได้นะครับ SAF ถ้ามี Growth ไปเรื่อยๆ เราก็จะได้ Enjoy ช่วยกัน Enjoy พัฒนาตัวนี้ขึ้นมานะครับ แล้วสุดท้ายผมว่าภายในห้าปีนี้ จากตอนนี้เรา EBITDA ประมาณสักกลมๆ นะครับ ห้าพันห้าร้อยล้าน ก็ถอนของ Hamilton CCGT Drag Along ออกไปก็จะเหลือสักสี่พันห้า เราก็น่าจะถึงเจ็ดพันได้ภายในห้าปีนี้ครับ แล้วที่ EBITDA เจ็ดพันคิดว่าเราน่าจะเข้าไปอยู่ใน SET50 ได้นะครับ นี่ก็จะเป็นภาพในอีกห้าปีข้างหน้าของ BCPG ครับผมครับ ขอบคุณครับ
Moderator: ขอบคุณพี่บีค่ะ EBITDA Growth 1.5 เท่านะคะ ทุกคนจดบันทึกไว้แล้วนะคะ พี่บี ถัดไปค่ะ เป็น Financial Strategy นะคะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับพี่ต้อย คุณพัชธรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงินค่ะ
ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์: ได้ฟังพี่ๆ จากสายธุรกิจมาแล้วนะคะ ว่าก็จะมีการเติบโตต่างๆ ค่อนข้างมากมายนะคะ ก็มาด้านการเงินบ้าง จริงๆ หัวใจสำคัญก็คือว่า จากแต่ละสายธุรกิจทั้งหลายที่ออกมาเนี่ย แต่ละอันจะ translate into performance เขาเรียกว่ามูลค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างไรนะคะ หัวใจสำคัญก็คือมีสี่ pillar อันแรกก็คือเรื่องของการที่เราจะ optimize value chain integration ทั้งหลาย สิ่งที่ได้รับคืออะไร อย่างแรกก็คือเรื่องของ cash flow ที่มากขึ้น แน่นอน cash flow ที่เข้มแข็งขึ้นหมายถึง investment capacity ของบริษัทที่เยอะขึ้นนะคะ ซึ่งอันนี้สามารถ multiply ได้ด้วย อันนี้คือเรื่องแรก เรื่องที่สองนะคะก็คือเรื่องของ capital allocation ในแง่ของ Bangchak เอง สิ่งที่เราคุยกันคือว่าเงินมีจำกัด และเราเองก็ต้อง optimize เต็มที่ เพราะฉะนั้นเราจะมีเรื่องของการจัด priority ของเงินลงทุน โดยที่ดูเรื่องของ risk return เป็นหลักนะคะ ก็จะมีการเรียกว่าก็จะต้องมี threshold ของ IRR ต่างๆ แล้วก็จะต้องมีการดูว่าเป็น value creation จริง fit กับ strategy ของกลุ่มด้วยนะคะ นี่คือ pillar ที่สอง pillar ที่สามก็คือ financial resilience นะคะ อันนี้ความหมายก็คือว่าเราผ่าน volatility ต่างๆ มากมาย เราอยู่ในช่วงทั้งราคาน้ำมันขึ้น crack spread ขึ้นลงต่างๆ นะคะ แน่นอนในความผันผวนเหล่านี้หมายความว่าเราจะต้องสามารถมีความยืดหยุ่นคล่องตัวที่ผ่าน cycle ต่างๆ ได้นะคะ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของการเตรียมรับมือ ไม่ว่าจะเป็นวงเงินต่างๆ หรือเรื่องต่างๆ ภายในบริษัทนะคะ เรื่องที่สี่สุดท้ายคือ portfolio optimization อย่างที่คุณชัยวัฒน์พูดไปแล้วนะคะ เรื่องนี้ก็คือเป็นเรื่องของการที่เราไม่ได้ static ว่าเราลงทุนแล้วก็อยู่ตรงนั้นยาวๆ เราจะมีการ recycle capital หมุนเวียนเพื่อให้เหมาะสมกับเรื่องของ return ที่ได้และสถานการณ์ต่างๆ ด้วยนะคะ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นสี่ pillar ซึ่งส่งต่อมาเป็นเรื่องของ value ที่จะให้กับ shareholder ที่ยั่งยืน คราวนี้ทั้งหมดส่งผ่านยังไงนะคะ อย่างแรกก็คือเรื่องของ share buyback เรามี commit เรื่องของการซื้อหุ้นคืนสามปี ไปปีนี้ก็เป็นปีที่หนึ่ง อันนี้เราจะทำต่อเนื่อง เรื่องที่สองก็คือเรื่องของ dividend แน่นอน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทำบริหารจัดการให้มั่นใจได้ว่าเรื่องของเงินปันผลมีความยั่งยืนแล้วก็สม่ำเสมอ สุดท้ายก็คือเรื่องของความคล่องตัวทางการเงินที่ต้องดูแลคู่กันไป อันนี้ก็ต้องเรียนว่าอัปเดตว่าสถานะทางการเงินของเราปัจจุบันเป็นยังไงก่อนนะคะ แน่นอนวันนี้เรายืนที่ tier rating A+ stable outlook ก็ยังมีความมั่นใจค่อนข้างมาก แล้วก็มากกว่าเดิม วันนี้ถ้ามองจากฐานะของเรา ถ้ามองในแง่ของ net debt จะเห็นได้ว่าในภาพนี้ debt เราอยู่ที่ 137,000 ล้าน แต่ถ้าหัก cash เราจะอยู่ประมาณ 100,000 ล้านบาทเท่านั้นนะคะ ขณะที่ EBITDA ครึ่งปีเราอยู่ 43,000 กว่าล้าน ถ้ามอง rolling ย้อนหลังหนึ่งปี 63,000 กว่าล้าน ซึ่งอันนี้หมายถึงว่า net debt to EBITDA ของเราต่ำกว่าสองเท่า ซึ่งอันนี้ก็เป็นภาพที่ค่อนข้าง confirm ถึงในแง่ของความสามารถในการที่จะขยับขยายหรือลงทุนต่อเนื่องต่อไปได้นะคะ ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่า D/E ratio วันนี้ debt to equity วันนี้เราอยู่ที่ประมาณหนึ่งเท่า แล้วก็ outlook หลังจากนี้ก็คิดว่าเราจะเห็นตัวเลขที่ต่ำกว่าหนึ่งนะคะ ขณะเดียวกัน dividend วันนี้มีคำถามค่อนข้างเยอะ คงต้องรอให้มีการอนุมัติจากคณะกรรมการให้เรียบร้อยแล้วประกาศกันอีกทีหนึ่ง ก็ต้องเรียนว่าถ้ามองจาก EPS จะเห็นได้ว่าอยู่ที่ 12.51 บาทต่อหุ้น ซึ่งอันนี้ในแง่ของ dividend payout ที่เรา commit ไว้คือขั้นต่ำ 30% ของทั้งปีค่ะ ถัดมาก็คือในแง่ของ capex บ้างนะคะ ต้องบอกว่าในภาพนี้รอบนี้เราขอสื่อสารเป็นลักษณะเป็น capex แบบไม่รวม M&A แล้วก็รวมเฉพาะอะไรที่ commit ไว้ โดยรวมต่อปีเราใช้เงินลงทุนที่ต้องใช้ 9,200 ล้านบาท ถ้าจะถามถึงห้าปีก็คูณห้าก็อยู่ประมาณ 45,000 ล้านบาทนะคะ โดยในภาพนี้หลักๆ เราก็จะเห็นได้ว่าใน 9,200 ล้านบาท หลักๆ มันก็จะเป็นอยู่ใน R&M ซะส่วนใหญ่ ก็จะเป็นเรื่องของ maintenance แล้วก็เป็น growth ของ MK บางส่วน marketing นะคะ upstream เองก็ใช้อยู่ในระดับเท่าๆ เดิม after tax ของ OKEA ก็อยู่ประมาณสัก 2,000 รวมกับของ Asia Pacific ด้วยนะคะ ที่วันนี้ที่ commit แล้วก็อยู่ประมาณสัก 2,000 ล้านบาทต่อปี ก็อันนี้เป็นภาพรวมๆ คราวนี้ถ้ามองในแง่ของ allocation บ้างนะคะ ก็เรียกว่าประมาณสัก 68% เป็น maintenance capex แล้วก็อีกประมาณ 2,500 ล้านบาทก็จะเป็น growth capex 27% แล้วที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของ committed investment ในภาพนี้เราไม่ได้รวมพวก future investment M&A ทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ซึ่งเราก็มี guideline คร่าวๆ ซึ่งตัวเลขก็ไม่ได้ต่างกับปีที่แล้ว เรียกว่าอย่างที่คุณชัยวัฒน์พูดก็คือว่าเราค่อนข้างมุ่งมั่นที่จะหา M&A opportunities ในกลุ่ม upstream เพราะฉะนั้นเรา allocate target ไว้ว่าจะลง upstream ประมาณ 70% ถึง 75% นะคะ ส่วนถัดมาก็คือ R&M แล้วก็ power ก็จะสัดส่วนใกล้ๆ กัน ประมาณสัก 15% บวกลบได้ อันนี้ก็เป็นภาพรวมๆ ของเรื่องของเงินลงทุนในอนาคต คราวนี้ถัดมาก็คือว่าจากเงินลงทุน จากผลประกอบการต่างๆ รวมๆ กัน เรามีเป้าหมายยังไงนะคะ แน่นอนเรายัง commit ที่ Bangchak 100X ซึ่งหมายถึงว่า EBITDA 100,000 ล้านในปี 2030 นะคะ ถามว่าภาพนี้ดูไกลเกินจริงไหม ต้องบอกว่าถ้ามองย้อนหลังเราก็ได้พิสูจน์มาพอสมควรนะคะ ในช่วงสักสิบปีที่ผ่านมา EBITDA base เราอยู่ประมาณสัก 10,000 ล้านบาทได้นะคะ วันนี้สี่ปีที่ผ่านมา EBITDA เราบวกลบอยู่ประมาณสัก 40,000 ล้านบาทโดยเฉลี่ย เพราะฉะนั้นตรงนี้เราสร้าง base ตรงนี้ได้ ปีนี้เองก็จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะ break record high ของ EBITDA นะคะ ก็เป็นปี 2026 หลังจากนั้นเราก็จะก้าวเข้าไปสู่ EBITDA 100,000 ล้านบาทในที่สุดค่ะ ขอบคุณค่ะ
Moderator: ขอบคุณพี่เต้ยค่ะ Bangchak 100X EBITDA แสนล้านที่มาพร้อมกับการดูแลผู้ถือหุ้นนะคะ ถัดไปค่ะ Agenda สุดท้ายสำหรับวันนี้นะคะ Creating Value for Tomorrow ค่ะ ขอเชิญคุณชัยวัฒน์ CEO ของเราบนเวทีอีกครั้งหนึ่งค่ะ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: วันนี้นานนิดนึงนะครับ เกือบๆ ชั่วโมงครึ่งแล้วนะครับ ผมจะรีบพยายามสรุปนะครับ อย่างน้อยเห็นหกเดือนก่อนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าตัวธุรกิจ R&M แล้วก็ Biofuel ที่ผมให้ตัวเลขผิดนะครับ เพิ่งเช็กกับบัญชี หกเดือนแรกเราเฉลี่ยกันอยู่สองแสนเจ็ดหมื่นหกพัน เฉลี่ยต่อวัน ครึ่งปีหลังผมว่าก็สองแสนหกบวกๆ นะครับ หลักๆ ก็เรื่องการส่งออก เรื่องอะไรพวกนี้ก็เลยมีการลดกำลังการกลั่นลงเล็กน้อยนะครับ แต่ว่าก็ประมาณบวกๆ แต่ทีนี้ก็อยากจะบอกว่าที่ผมเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนแรก เรื่องของกำลังการกลั่นที่มี shortage ของโลกนะครับ แล้วมันส่งผลให้ crack spread ต่างๆ ค่อนข้างที่จะกว้างพอสมควร เท่าที่เราดูใน forward curve เนี่ย ตัว refinery margin ก็ยัง sustain นะครับ อย่างน้อยถึงสิ้นปีนี้ในระดับที่ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควรนะครับ ครึ่งปีหลังนี้จะเป็นครึ่งปีหลังที่เต็มหกเดือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ BHGF แล้วก็เป็นเรื่องของ BHK นะครับ ซึ่ง BHGF ก็อย่างที่บอกนะครับ ไตรมาสสองประมาณพันล้าน งั้นหกเดือนก็คูณสองไปนะครับ คล้ายๆ กับ BHK ที่ผมเดินว่าปีหนึ่งสองพัน งั้นครึ่งปีก็ประมาณพันหนึ่งนะครับ ผมก็คิดว่าถ้าเทียบ year on year แล้วเนี่ย น่าจะโตสองถึงสามเท่าแน่ๆ นะครับ ในแง่ของ EBITDA ของ R&M แล้วก็ Biofuels นะครับ ส่วนเรื่องของ Trading ผมคิดว่า opportunity ค่อนข้างเยอะนะครับ แล้วสิ่งที่นัทอาจจะไม่ได้บอกก็คือว่า จากที่เราเน้นเรื่อง Crude เนี่ย ครึ่งปีหลังนี้โดยเฉพาะไตรมาสสี่ เราจะเริ่มดู Product มากขึ้นนะครับ ทำ Product Blending ซึ่งตัวนั้นก็จะเป็นลักษณะที่เป็น high margin product เหมือนกัน คือ Trading เราโตอย่างมั่นคงนะครับ เราไม่ได้โตก้าวกระโดด เพราะเราเน้นว่าเราจะทำเฉพาะ high value product เป็นหลัก เราไม่ได้เน้น volume นะครับ ซึ่งเป็น strategy ที่คงจะมีการปรับกันต่อไป OKEA ก็หลักๆ นะครับ ก็อย่างที่เรารู้กันว่า summer นี้ที่ยุโรปโคตรร้อน ใช่ไหมครับ ผมเพิ่งอาทิตย์ที่แล้วไปเจนีวา ยังสามสิบสององศาอยู่เลยนะครับ ซึ่งร้อนมาก พอมันโคตรร้อน สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือมันก็ต้องเปิดแอร์ เพราะฉะนั้น LNG ที่อยู่ในถังเป็น new low ทีนี้ถ้าหนาวนี้มันหนาวขึ้นมาจริงๆ แล้วเนี่ย ไม่ใช่เรื่อง LNG price ที่จะขึ้นนะ สุดท้ายจะมาเดือดร้อนดีเซล เพราะจะต้องเผา Kero ทำ heating อีกนะครับ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าค่าการกลั่นจะสูงเนี่ย ยังไม่ได้ factor in ว่า LNG ที่ยุโรป new low นะ ถ้าหนาวขึ้นมาอีกจะมี demand เพิ่มขึ้นมาอีก งั้น OKEA ก็จะเป็น benefit จากทั้งเรื่องของ gas price นะครับ แล้วก็ oil price ด้วย สุดท้ายก็บีเพิ่งเล่าไปนะครับ ฝรั่งเขาชอบพูดว่า "You can't have the cake and eat the cake, right?" แล้วก็ exactly ที่เกิดขึ้นในอเมริกาก็คือ we eat the cake แล้ว we still have the cake นะครับ ตัดไปครึ่งหนึ่ง ขายเก็บไว้อีกครึ่งหนึ่ง Enjoy.
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: Upside นะครับ จะเห็นว่า Capacity Revenue เนี่ย โตเยอะมากนะครับ We eat the cake and we still keep the cake นะครับ ก็เป็น strategy ที่เกิดขึ้นนะครับ ผมคิดว่าอย่างที่ผมเรียนนะครับว่า ธุรกิจ R&M อยู่ใต้หลังคาเดียว วันนี้เราเริ่ม Stand Out นะครับ ในแง่ของ Value Chain Optimization ก็โจทย์ให้คุณบัน ก็คือต่อไปไม่ใช่เฉพาะ Benchmark against ประเทศไทย จะต้องเป็น Benchmark against Asia นะครับ เราต้องการที่จะ Up Value ที่ Create จากการที่เราอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน แล้วเป็น Whole Value Chain นะครับ ก็เป็น Trend ที่เราจะเดินต่อไปนะครับ Trading ถ้าดูตัวเลขนัทที่เมื่อสักครู่เนี่ย จะเห็นว่า Out เนี่ย เทียบกับ System Barrel เนี่ย แค่ 30% นะครับ ที่รี่ตั้งแต่มาคุยปีที่แล้วเรื่องของ Asset Back นะครับ คือวันนี้เรามี Asset อยู่ เราสามารถ Leverage Up ได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็น Product ไม่ว่าจะเป็น Crude แค่หนึ่งต่อหนึ่งเท่านะครับ ยอดขายก็จะถึงหนึ่งล้านล้านแล้วครับ คือจาก 30% มาเป็นสัก 120% 130% เนี่ย กลุ่มก็จะไปถึงล้านล้านแล้วนะครับ ก็จะเป็น Topline ที่ Landmark สำคัญเลยสำหรับ Bangchak นะครับ จากยอดขายแสนล้านไปถึงยอดขายหนึ่งล้านล้านเนี่ย ตัว Key Driver ก็จะเป็น Trading นะครับ ซึ่งจะโตอย่างมีคุณภาพเนี่ย อย่างที่เรารู้ Trading หนึ่งล้านล้านนะครับ สุดท้าย EBITDA ห้าพันล้าน คือ Margin เท่าไหร่นะ 0.05% นะครับ นั่นคือสาเหตุที่ว่าเราจะต้องมี E&P นะครับ ซึ่งเป็นที่ Margin ค่อนข้าง Healthy นะครับ ค่อนข้าง Rich มาเป็น Buffer นะครับ ที่จะมาช่วยทำให้เราไม่ใช่โตอย่างเดียว แต่โตแบบมีคุณภาพ ก็คือมี Balance Sheet ที่แข็งแกร่งด้วยเช่นเดียวกันนะครับ แล้วสุดท้ายเนี่ย ก็คือที่บอกว่า My Infrastructure นะครับ พูดต่อที่เจนีวาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก็คือเรื่องของ Resiliency Resiliency อันหนึ่งก็คือเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะฉะนั้นเนี่ย CEO กลุ่มธุรกิจ Oil และ Gas เนี่ย ถกกันมาก ก็คือว่าเราควรจะต้องมีคลังสำรองที่ไหนหรือเปล่า เราจะต้องมีท่อน้ำท่อเพิ่มเปล่า เผื่อถ้าไปทางเรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะมีเงินลงทุนที่มาเรื่องของสร้าง Resiliency เนี่ย ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่ BCPG เอง ซึ่งวันนี้ก็มีคลังแล้ว อาจจะต่อยอดในลักษณะนั้นด้วยเช่นเดียวกันนะครับ ทีมก็จะ plot มาเสมอนะครับว่าเราผลตอบแทน Stand Out นะครับ แล้วก็จริงๆ วันนี้เช้านี้เพิ่งได้ Report มาอีกฉบับหนึ่งนะครับว่าให้ Rate Buy นะครับ แต่ Target Price อยู่ที่ ฿50 นะครับ ตอนนี้ ฿50 แล้วนะครับ ถ้าคุณจะ Rate Buy นี้แล้ว ถ้าคุณดูนะครับ EPS First Time อยู่ที่ ฿2.50 นะครับ สมมติถ้า Double ก็ ฿25 เพราะฉะนั้นก็ PE สองเท่า ฿50 ฿25 ถ้าไม่ถึง ฿25 ก็ PE ไม่ถึงสามเท่านะครับ ผมก็ยังคิดว่า Still Trade at Deep Discount to Fundamentals.
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: Not to talk about potential growth ของกลุ่มนะครับ ผมคิดว่าเป็นหุ้นที่ค่อนข้าง undervalue นะครับ ก็อย่างที่บอกนะครับว่าจากกลุ่มที่เราแบ่ง portfolio ใหม่ ผมว่าตอบโจทย์เกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ reliability จากการ utilize asset ที่เรามีอยู่ คือ R&M นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ resiliency ที่เรามี trading แล้ว trading จะ accelerate top line growth แล้วสุดท้าย not ไม่สุดท้าย just before last นะครับ เรามี E&P ที่จะมาเพิ่ม balance sheet และสุดท้ายก็คือเรื่องของ stable income หนึ่งล้านล้านคือ target ส่วน book value วันนี้ก็ 56-57 บาทนะครับ ไม่รู้จะถึง 100 บาทหรือเปล่าถึงตอนนั้นนะครับ ก็อย่างที่ว่านะครับว่าถ้าจะให้มัน visible นะครับ วันนี้เราอยู่ในอันดับ 20 กว่าๆ ของ Fortune Southeast Asia อาเซียนเท่านั้นเอง เราต้องการที่จะเข้าไปที่ Fortune Global 500 ไปไหนแล้ว Fortune Global 500 ซึ่งผมดูแล้วอันดับที่ 499 ยอดขายหนึ่งล้านล้าน เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดหนึ่งล้านล้าน เราน่าจะอยู่ใน Fortune 500 แต่ผมว่าอย่างที่บอก ไม่ได้ growth for the sake of growing แต่ว่าเรา growth อย่างมีคุณภาพ ซึ่งหวังว่าในสามปีข้างหน้าเราจะมี international rating นะครับ เพราะฉะนั้น A+ ยังน้อยไปครับ เรามองว่าอย่างน้อย AA นะครับ เพื่อจะเป็นตอบโจทย์ว่าเราโตแล้วโตอย่างมีคุณภาพครับ ขอบคุณมากครับ
Speaker #2: ขอบพระคุณคุณชัยวัฒน์ค่ะ
Moderator: ขอบพระคุณคุณชัยวัฒน์ค่ะ ก้าวต่อไปนะคะ สำหรับบริษัทที่มีรายได้หนึ่งล้านล้าน และ EBITDA ถึงแสนล้านนะคะ อีกไม่นานเกินรอค่ะ ถัดไปนะคะ ก็จะเป็น Session Q&A นะคะ ซึ่ง ณ ตอนนี้นะคะ บนโต๊ะของทุกท่านจะมี QR Code นะคะ ก็สามารถส่งคำถามได้ล่วงหน้านะคะ ถ้าเกิดท่านใดเขินอายนะคะ แต่ถ้าเกิดท่านใดอยากมีปฏิสัมพันธ์กับเรา เจ้าหน้าที่ของเราก็พร้อมที่จะนำไมโครโฟนไปให้ท่านเช่นเดียวกันนะคะ ก็สำหรับ Session Q&A ในวันนี้นะคะ ก็จะมีผู้บริหารที่ Present ไปทั้งหมดเจ็ดท่านนะคะ ขึ้นมาให้รายละเอียดที่ลึกซึ้งแก่ทุกท่านเลยนะคะ แล้วก็ ณ ตอนนี้มีคำถามที่ส่งมาล่วงหน้าแล้วจากทางออนไลน์เช่นเดียวกันนะคะ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาค่ะ ก็ขอเชิญท่านผู้บริหารทั้งเจ็ดท่านขึ้นบนเวทีได้เลยค่ะ ค่ะ ขออนุญาตเปิดโอกาสให้กับทางท่านผู้มีเกียรติที่อยู่ในห้องนี้ก่อนนะคะ มีท่านใดมีคำถามไหมคะ เชิญได้เลยนะคะ โอเคค่ะ เชิญค่ะ ค่ะ สวัสดีค่ะ พี่สตีฟนะคะ จาก CLSA นะคะ
Speaker #1: ก้าวต่อไปนะคะ สำหรับบริษัทที่มีรายได้ 1 ล้านล้าน และ EBITDA ถึงแสนล้านนะคะ อีกไม่นานเกินรอค่ะ ถัดไปนะคะก็จะเป็น เอิ่ม Session Q&A นะคะ ซึ่ง ณ ตอนนี้นะคะ บนโต๊ะของทุกท่านจะมี QR Code นะคะ ก็สามารถส่งคำถามได้ล่วงหน้านะคะ ถ้าเกิดท่านใดเขินอายนะคะ แต่ถ้าเกิดท่านใดอยากมีปฏิสัมพันธ์กับเรา เจ้าหน้าที่ของเราก็พร้อมที่จะนำไมโครโฟนไปให้ท่านเช่นเดียวกันนะคะ ก็สำหรับ Session Q&A ในวันนี้นะคะ ก็จะมีผู้บริหารที่พรีเซนต์ไปทั้งหมด 7 ท่านนะคะ ขึ้นมาให้รายละเอียดที่ลึกซึ้งแก่ทุกท่านเลยนะคะ แล้วก็ ณ ตอนนี้มี เอ่อ คำถามที่ส่งมาล่วงหน้าแล้วจากทางออนไลน์เช่นเดียวกันนะคะ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาค่ะ ก็ขอเชิญท่านผู้บริหารทั้ง 7 ท่านขึ้นบนเวทีได้เลยค่ะ ค่ะ ขออนุญาตเปิดโอกาสให้กับทาง เอ่อ ท่านผู้มีเกียรติที่อยู่ในห้องนี้ก่อนนะคะ มีท่านใดมีคำถามไหมคะ เชิญได้เลยนะคะ โอเคค่ะ เชิญค่ะ ค่ะ สวัสดีค่ะพี่สตีฟนะคะ จาก CLSA นะคะ
Speaker #3: ครับ สวัสดีครับ ผม เอ่อ ฟังพรีเซนเทชันปีนี้เนี่ย ยอมรับเลยว่าเรา เรา ผมว่าเราใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้นนะครับ เพราะว่าแต่ก่อน ก่อน ก่อนไปถึงคําถาม ผม ผมแค่อยากจะ เอ่อ ผมดูตัวเลข EBITDA ที่เรา Target อ่ะครับ แสนล้านน่ะ อันนี้เท่ากับกําไรของ ปตท. ต่อปีเลยนะครับ แล้วก็ Revenue 1 ล้านล้านเนี่ย ปี 31 เนี่ย ก็เท่ากับ Revenue ของ ปตท.
[Analyst] (CLSA): ครับ สวัสดีครับ ผมฟัง Presentation ปีนี้ ยอมรับเลยว่า ผมว่าเราใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้นนะครับ แต่ก่อนไปถึงคำถาม ผมดูตัวเลข EBITDA ที่เรา Target นะครับ แสนล้านนะ อันนี้เท่ากับกำไรของ ปตท.
[Analyst] (CLSA): ต่อปีเลยนะครับ แล้วก็ Revenue หนึ่งล้านล้าน ปี 31 ก็เท่ากับ Revenue ของ ปตท.
Speaker #3: วันนี้ด้วยนะครับ ซึ่ง ซึ่งผม ผมก็ฟังแล้วก็ เอ่อ รู้สึกว่าเป็น เป็น Growth Target ที่ เอ่อ Aggressive นะครับ แล้วก็หวังว่าเราจะไปถึงนะครับ เอิ่ม ผมคําถามที่ผมอยากจะถามก็คือเกี่ยวกับเรื่อง เรื่อง CapEx อ่ะครับ พอดีผมดูอย่างงี้ครับว่า ปีนี้เนี่ย เนื่องจากเรา Cut CapEx เนี่ย ต่อปีนะครับ ในสไลด์ เอ่อ สไลด์ที่เป็นหน้า CapEx เนี่ยนะครับ หน้า 33 อ่ะครับ คือปีนี้เนี่ยเหลือ 9,200 พอดีพรีเซนเทชันปีที่แล้วเนี่ย ปีที่แล้วพอดีเราฉาย 3 ปี พอดีปีที่แล้วอาจจะ เอ่อ ด้วย ด้วย ด้วยธุรกิจที่อาจจะไม่ ดู Outlook ยังไม่ค่อยดีอ่ะนะครับ แล้วเรา Target ตรงนั้นเนี่ย 35,000 ซึ่งคิดเป็นต่อปีก็ประมาณสัก 12,000 นะครับ วันนี้เนี่ยเราเหลือ 9,200 นะครับ ก็คือต่อปีเนี่ยเรา เรา Saving เกือบๆ 3,000 ล้านนะครับ แล้วพอดีผมไปดูไส้ในเนี่ย ที่เป็นธุรกิจผม ผมเน้นแค่ 3 ธุรกิจหลักของเราก็คือ โรงกลั่น E&P แล้วก็ Power นะครับ ตัวโรงกลั่นเนี่ยจริงๆ ไม่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเยอะนะครับ แต่ที่เปลี่ยนแปลงเยอะๆ เลยเนี่ยก็คือธุรกิจ E&P แล้วก็ธุรกิจ Power นะครับ E&P เนี่ย เอ่อ ของเดิมอ่ะ ปีนึงประมาณ 3,000 นะครับ เพราะว่า 3 ปี 8,700 นะครับ ก็กลมๆ ปีละ 3,000 แต่ของใหม่เนี่ยเหลือ 2,200 แล้วก็ Power เนี่ย ของใหม่เหลือ 400 นะครับ 400 คือปี ปีที่แล้วเนี่ย เอ่อ ปีนึงเนี่ยประมาณ 1,200 นะครับ ผมก็เลยคําถามก็เลยอยากจะเรียนถามว่า อะไรที่ทําให้เราเนี่ยถึงเปลี่ยน เปลี่ยน เอ่อ CapEx Allocation แบบ แบบเยอะมากอ่ะครับ คืออันนี้ อันนี้ อันนี้คือคําถามที่ 1 นะครับ แล้วก็อยากจะเข้าใจว่าด้วย ด้วยโรงไฟฟ้า เอ่อ วันที่เราก็ได้ตังค์มาจากเที่ยวถูก ถูก เอ่อ เอ่อ Fossil ตรงนั้นเนี่ย แล้ววันนี้ 400 ล้านต่อ ต่อปีเนี่ย 5 ปี 5 ปีเนี่ยพอดี พอดีครั้งนี้เราโชว์แผน 5 ปีใช่ไหมครับ ก็ประมาณ 2,000 เนี่ย คือแทบจะซื้อโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ไม่ได้เลยนะครับ ก็เลยอันนี้เข้าใจว่านี่คือ On Hand นะครับ คือ In The Pipeline นะครับ ก็เลยอยากจะเรียนถามว่า วันนี้คือ คือเราไม่ เราไม่มีดีลในมือเลย หรือ หรือยังไงอ่ะครับ อยาก อยากให้ทางพี่ชัยวัฒน์หรือพี่เต้ยช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ
[Analyst] (CLSA): วันนี้ด้วยนะครับ ซึ่งผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าเป็น Growth Target ที่ Aggressive นะครับ แล้วก็หวังว่าเราจะไปถึงนะครับ คำถามที่ผมอยากจะถามก็คือเกี่ยวกับเรื่อง Capex ครับ พอดีผมดูอย่างนี้ครับว่าปีนี้เนื่องจากเรา Cut Capex ต่อปีนะครับ ในสไลด์ที่เป็นหน้า Capex นะครับ หน้า 33 ครับ คือปีนี้เหลือ ฿9,200 ล้าน พอดี Presentation ปีที่แล้วพอดีเราฉายสามปี พอดีปีที่แล้วอาจจะด้วยธุรกิจที่อาจจะดู Outlook ยังไม่ค่อยดีนะครับ แล้วเรา Target ตรงนั้น ฿35,000 ล้าน ซึ่งคิดเป็นต่อปีก็ประมาณสัก ฿12,000 ล้าน นะครับ วันนี้เราเหลือ ฿9,200 ล้าน นะครับ ก็คือต่อปีเรา Saving เกือบ ฿3,000 ล้าน นะครับ แล้วพอดีผมไปดูไส้ในที่เป็นธุรกิจ ผมเน้นแค่สามธุรกิจหลักของเราก็คือโรงกลั่น E&P แล้วก็ Power นะครับ ตัวโรงกลั่นจริงๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเยอะนะครับ แต่ที่เปลี่ยนแปลงเยอะๆ เลยก็คือธุรกิจ E&P แล้วก็ธุรกิจ Power นะครับ E&P ของเดิมปีหนึ่งประมาณ ฿3,000 ล้าน นะครับ เพราะว่าสามปี ฿8,700 ล้าน นะครับ ก็กลมๆ ปีละ ฿3,000 ล้าน แต่ของใหม่เหลือ ฿2,200 ล้าน แล้วก็ Power ของใหม่เหลือ ฿400 ล้าน นะครับ ฿400 ล้าน คือปีที่แล้วปีหนึ่งประมาณ ฿1,200 ล้าน นะครับ คำถามก็เลยอยากจะเรียนถามว่าอะไรที่ทำให้เราถึงเปลี่ยน Capex Allocation แบบเยอะมากครับ อันนี้คือคำถามที่หนึ่งนะครับ แล้วก็อยากจะเข้าใจว่าด้วยโรงไฟฟ้า วันที่เราก็ได้เงินมาจากที่เราถูก force sale ตรงนั้นแล้ว วันนี้ ฿400 ล้าน ต่อปี ห้าปีพอดีครั้งนี้เราโชว์แผนห้าปี ใช่ไหมครับ ก็ประมาณ ฿2,000 ล้าน คือแทบจะซื้อโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ไม่ได้เลยนะครับ อันนี้เข้าใจว่านี่คือ On Hand นะครับ คือ In the Pipeline นะครับ ก็เลยอยากจะเรียนถามว่าวันนี้คือเราไม่มีดีลในมือเลยหรือยังไงครับ อยากให้ทางพี่ชัยวัฒน์หรือพี่เต้ยช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ
Speaker #4: ครับ ขอบคุณนะครับ เอิ่ม ทําการบ้านมาเยอะ ถามละเอียดเลยนะครับ เอิ่ม อันแรกก่อนนะครับ เอิ่ม 1 ล้านล้านนี่แค่ 1 ใน 3 นะครับ พี่ใหญ่เขายอดขาย 3 ล้านล้านนะครับ เพราะฉะนั้นก็ เอิ่ม เอิ่ม เอิ่ม ยังไม่ได้ใกล้นะครับ เราก็ยังเป็นบริษัทเล็กๆ อยู่นะครับ ใน ในวงการ เอ่อ พลังงานโลกนะครับ ตอนนี้ เพียงแต่ว่าเรา เอ่อ น่าจะเป็นบริษัทพลังงานที่ยัง Still Growing นะครับ ขณะที่ชาวบ้านค่อนข้างที่จะมาโชว์แล้ว เอิ่ม พูดถึงเรื่องของ Capital Allocation นะครับ มันเป็นเรื่องที่จริงๆ ก็ไป Roadshow กับคุณสตีฟนี่แหละนะครับ ที่ลอนดอน เราก็จะมี Investor Time ซึ่งผมคิดว่า เอิ่ม บางครั้งเรา Feed Information เข้าไปแล้ว เอ่อ เอ่อ มันอาจจะทําให้นักลงทุนสับสนนะครับ วันนี้ก็เลยคุยกับทางทีม IR แล้วก็ 1 คือเราให้ Guidance ตัวเลขที่เรา Commit แล้วนะครับ ตัวเลขที่เห็นทั้งหมดนี่คือตัวเลขที่ Commit แล้วนะครับ ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ เอิ่ม อาจจะเป็นเรื่องของทั้ง Maintenance CapEx แล้วบางส่วนอาจจะเป็นเรื่องของ Upgrading หรือว่า เอ่อ Growth CapEx ถ้า ถ้าจะพูดก็ ก็พูดได้ในระดับนึงนะครับ เอิ่ม ไม่อยากจะ Misguide ว่าจะมี M&A ถ้าดีล 3 ดีล เสร็จแล้วมันไม่เกิดนะครับ 1 ก็คือทุกคนก็พะวงว่า Capital จะเกิดอะไรกับ Capital นะครับ แล้ว 2 เนี่ย เงินลงทุนตรงนั้นมันเลยเป็น Pressure ว่าหลายๆ คนเลยพยายาม Deploy Capital โดยลืมไปว่า Capital มันมีต้นทุนอยู่นะครับ วันนี้ก็คือ กฎข้อแรก ผลตอบแทนต้องได้ก่อนนะครับ แล้วก็ข้อ 2 ตอบ Synergy Growth ของกลุ่มไหมนะครับ ถ้าไม่ได้ ไม่ตอบ 2 ส่วนอันนี้ เงินผมไม่เอาไปคืนหนี้ก็เอามาคืนผู้ถือหุ้น เพราะว่ามันจะชัดเจนกว่า มันดีกว่านะครับ แล้วก็จะตอบโจทย์พวกคุณมากกว่าด้วยว่า เงินตั้งทัพอยู่ทําไมนะครับ ก็คือ ก็คือ เอิ่ม ผมคิดว่าในเมื่อเรามีทั้ง EBITDA แล้วก็มี Revenue ในระดับนึงเนี่ย เรื่องต่อไปที่จะ Clear มันน่าจะ Clear ได้อยู่พอสมควรนะครับ การที่นั่งทัพเงินสด ขณะเดียวกันอีกขานึงมีหนี้อีกก้อนใหญ่เนี่ย มันไม่ Make Sense มันเป็น Negative Carry ที่ค่อนข้าง Significant นะครับ เอิ่ม ดอกเบี้ยไปฝากได้ 0.5% ดอกเบี้ยเงินกู้ 4% 5% ตอนนี้มัน 10,000 20,000 ล้านยังไม่เท่าไหร่ พอเป็นแสนล้านแล้วมันเป็นเงินที่ค่อนข้างเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องของ Capital Efficiency สําหรับผม ผมคิดว่ามันค่อนข้างสําคัญ ถ้าเราลดเพิ่ม Efficiency ของกระแสเงินสดได้ ก็หมายถึงกําไรที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ปันผลที่ผู้ถือหุ้นจะได้ในลักษณะเช่นเดียวกันนะครับ ก็เลย Guide เฉพาะ Committed Capital Investment มี มีไหม มี แต่ต้อง Meet Criteria ก่อน ไม่มี Pressure ว่าจะต้องทําดีล แต่ดีลทําแล้วต้องตอบโจทย์ด้วยนะครับ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: ขอบคุณนะครับ ทำการบ้านมาเยอะ ถามละเอียดเลยนะครับ อันแรกก่อนนะครับ หนึ่งล้านล้านนี่แค่หนึ่งในสามนะครับ พี่ใหญ่เขายอดขายสามล้านล้าน เพราะฉะนั้นก็ยังไม่ได้ใกล้นะครับ เราก็ยังเป็นบริษัทเล็กๆ อยู่ในวงการพลังงานโลกนะครับ เพียงแต่ว่าเราน่าจะเป็นบริษัทพลังงานที่ยัง still growing นะครับ ขณะที่ชาวบ้านค่อนข้างที่จะ mature แล้ว พูดถึงเรื่องของ capital allocation นะครับ มันเป็นเรื่องที่จริงๆ ก็ไป roadshow กับคน Steve นี่แหละนะครับ ที่ลอนดอน เราก็จะมี investor time ซึ่งผมคิดว่าบางครั้งเรา feed information เข้าไปแล้วมันอาจจะทำให้นักลงทุนสับสนนะครับ วันนี้ก็เลยคุยกับทาง team IR แล้วก็หนึ่งคือเราให้ guidance ตัวเลขที่เรา commit แล้วนะครับ ตัวเลขที่เห็นทั้งหมดนี่คือตัวเลขที่ commit แล้วนะครับ ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่อาจจะเป็นเรื่องของทั้ง maintenance capex แล้วบางส่วนอาจจะเป็นเรื่องของ upgrading หรือว่า growth capex ถ้าจะพูดก็พูดได้ในระดับหนึ่งนะครับ ไม่อยากจะ misguide ว่าจะมี M&A ห้าดีล สามดีล เสร็จแล้วมันไม่เกิดนะครับ หนึ่งก็คือทุกคนก็พะวงว่า capital จะเกิดอะไรกับ capital นะครับ แล้วสอง เงินลงทุนตรงนั้นมันเลยเป็น pressure ว่าหลายๆ คนเลยพยายาม deploy capital โดยลืมไปว่า capital มันมีต้นทุนอยู่นะครับ วันนี้ก็คือกฎข้อแรก ผลตอบแทนต้องได้ก่อนนะครับ แล้วก็ข้อสอง ตอบ synergy growth ของกลุ่มไหมนะครับ ถ้าไม่ตอบสองโจทย์อันนี้ เงินผมไม่เอาไป คืนหนี้ก็เอามาคืนผู้ถือหุ้น ผมว่ามันจะชัดเจนกว่า มันดีกว่านะครับ แล้วก็จะตอบโจทย์พวกคุณมากกว่าด้วย ว่าเงินนั่งทับอยู่ทำไมนะครับ ก็คือผมคิดว่าในเมื่อเรามีทั้ง EBITDA แล้วก็มี revenue ในระดับหนึ่ง เรื่องต่อไปที่จะเกียร์มันน่าจะเกียร์ได้อยู่พอสมควรนะครับ การที่นั่งทับเงินสด ขณะเดียวกันอีกขาหนึ่งมีหนี้อีกก้อนใหญ่เนี่ย มันไม่ make sense มันเป็น negative carry ที่ค่อนข้าง significant นะครับ ดอกเบี้ยไปฝากได้ 0.5% ต่อเบี้ยเงินกู้ 4% 5% ตอนนี้มาหมื่นสองหมื่นล้านก็ไม่เท่าไหร่ พอเป็นแสนล้านก็เป็นเงินที่ค่อนข้างเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องของ capital efficiency สำหรับผม ผมคิดว่ามันค่อนข้างสำคัญ ถ้าเราเพิ่ม efficiency ของกระแสเงินสดได้ก็หมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ปันผลที่ผู้ถือหุ้นจะได้ในอนาคตเช่นเดียวกันนะครับ ก็เลย guide เฉพาะ committed capital investment มีไหม มีแต่ต้อง meet criteria ก่อน ให้มี pressure ว่าจะต้องทำดีล แต่ดีลทำแล้วต้องตอบโจทย์ด้วยนะครับ
Speaker #2: ครับ อันนี้ดี ดีมากเลยครับพี่ชัยวัฒน์ที่ เอ่อ เห็นว่าเราพยายามที่จะสร้าง Return ให้กับผู้ถือหุ้นนะครับ มันต่อเนื่องอีกอันนึงก็คือเรื่อง เอ่อ Share Buyback เนี่ยครับ เพราะเนื่องจากว่าปีที่แล้วเนี่ยเรามีการประกาศ Share Buyback 3 ปี แล้วก็เราจบลงที่ปีที่ 1 เนี่ย เอ่อ Buyback แค่ประมาณ 10 ล้านหุ้นนะครับ ใช้เงินแค่ประมาณ 300 ล้าน 300 กว่าล้านบาท แล้วก็วันนั้นเนี่ยหุ้น 30 35 บาทนะครับ วันนี้หุ้น 50 บาท เอ่อ เรายังจะมี Share Buyback อยู่ คือ คือ คือวันที่หุ้น 30 35 เรา Buyback แทบจะไม่ได้ Buyback เลยนะครับ แล้ววันนี้หุ้น 50 บาทเนี่ย ผมก็เลยอยากจะฟังความเห็นว่าเรายังคงอยากจะ Buyback อยู่หรือเปล่าอ่ะครับ ยังมีแผนนี้อยู่ไหมครับ
[Analyst] (CLSA): อันนี้ดีมากเลยครับ พี่ชัยวัฒน์ ที่เห็นว่าเราพยายามที่จะสร้าง Return ให้กับผู้ถือหุ้นนะครับ มันต่อเนื่อง อีกอันหนึ่งก็คือเรื่อง Share Buyback เนี่ยครับ เพราะเนื่องจากว่าปีที่แล้วเรามีการประกาศ Share Buyback สามปี แล้วเราจบลงที่ปีที่หนึ่ง Buyback แค่ประมาณสิบล้านหุ้นนะครับ ใช้เงินแค่ประมาณสามร้อยกว่าล้านบาท แล้วก็วันนั้นหุ้น ฿30-35 นะครับ วันนี้หุ้น ฿50 เรายังจะมี Share Buyback อยู่ คือวันที่หุ้น ฿30-35 เรา Buyback แทบจะไม่ได้ Buyback เลยนะครับ แล้ววันนี้หุ้น ฿50 ผมก็เลยอยากจะฟังความเห็นว่าเรายังคงอยากจะ Buyback อยู่หรือเปล่าครับ ยังมีแผนนี้อยู่ไหมครับ
Speaker #4: เป็นโปรแกรมอยู่ครับ แล้วก็อย่างที่บอกเมื่อสักครู่ จริง ๆ ผมว่า หนึ่ง คือ ทำไมเรา Buyback แค่ 300 ล้านนะครับ เอิ่ม ช่วงนั้น เอ่อ อย่างที่รู้มีดีลฮ่องกงอยู่ นะครับ แล้วก็ยังไม่ Disclose เพราะฉะนั้นก็คือ Blackout Period เลยไม่มีการ Buyback เพราะเดี๋ยวจะไป fall into insider trading นะครับ บริษัทซื้อหุ้นตัวเองหรือว่าจะมี new deal ก็เลยไม่มีการ buyback จนกระทั่ง เอิ่ม ประกาศแล้วถึงจะเริ่มมีการซื้อกันนะครับ ซึ่งเอ่อ ระหว่างที่ซื้อก็พยายามประคองว่าไม่อยากให้เกิน 10 ถึง 15% ของ daily trading volume ไม่นะ มันจะเป็น price leader แทนที่จะเป็น price taker นะครับ ก็เป็นที่มาที่ไปว่าได้ประมาณขนาดนั้นนะครับ อันที่สองว่าจะ buyback ไหม ก็ต้องถามว่า undervalue ไหมนะครับ ก็คงได้คำตอบแล้ว ขอบคุณครับ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: เป็นโปรแกรมอยู่ครับ อย่างที่บอกเมื่อสักครู่ จริงๆ ผมว่าหนึ่งคือทำไมเรา Buyback แค่สามร้อยล้านนะครับ ช่วงนั้นอย่างที่รู้มีดีลฮ่องกงอยู่นะครับ เราก็ยังไม่ Disclose เพราะฉะนั้นเนี่ยก็คือ Blackout Period เลยไม่มีการ Buyback เพราะเดี๋ยวจะไป Fall into Insider Trading นะครับ บริษัทซื้อหุ้นตัวเองหรือว่าจะมี New Deal ก็เลยไม่มีการ จนกระทั่งประกาศแล้วถึงจะเริ่มมีการซื้อกันนะครับ ซึ่งระหว่างที่ซื้อก็พยายามประคองว่าไม่อยากให้เกิน 10-15% ของ Daily Trading Volume ไม่นั้นมันจะเป็น Price Leaders แทนที่จะเป็น Price Taker นะครับ ก็เป็นที่มาที่ไปว่าได้ประมาณขนาดนั้นนะครับ อันที่สองว่าจะ Buyback ไหมก็ต้องถามว่า Undervalue ไหมนะครับ ก็คงได้คำตอบแล้ว ขอบคุณครับ
Speaker #1: ท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ ขออนุญาตสลับมาที่คำถามจากทางออนไลน์นะคะ ในเรื่องของมาตรการภาครัฐค่ะ ซึ่งมีการห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันบางประเภทนะคะ แล้วก็มีการกำหนดให้ธุรกิจโรงกลั่นเนี่ยลดราคาขายหน้าโรงกลั่นสำหรับตัวดีเซล อยากทราบผลกระทบต่อ BCP และ BSRC ค่ะ
Moderator: ท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ ขออนุญาตสลับมาที่คำถามจากทางออนไลน์นะคะ ในเรื่องของมาตรการภาครัฐค่ะ ซึ่งมีการห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันบางประเภทนะคะ แล้วก็มีการกำหนดให้ธุรกิจโรงกลั่นลดราคาขายหน้าโรงกลั่นสำหรับตัวดีเซล อยากทราบผลกระทบต่อ BCP และ BSRC ค่ะ
Speaker #3: จริงๆ ต้องขอเรียนว่า ค่าที่ว่าเนี่ยครับ คือจริงๆ ไม่ ไม่ค่อยอยากให้ตีเป็นมูลค่าเลย เพราะว่า เอ่อ ภาครัฐเนี่ยเขาประกาศเป็นช่วงๆ นะครับ เอ่อ ตั้งแต่เมษาที่ผ่านมานะครับ เป็นช่วงๆ ว่าช่วงไหนจะหักเท่าไหร่ นะครับ เอ่อ แล้วก็บางช่วงก็ไม่ได้หักด้วยนะครับ ก็คือ เอ่อ ทางกระทรวงเนี่ยเขาก็จะมีกติกาของเขาอ่ะนะครับ ที่เขาจะประเมินเป็นช่วงๆ ที่บอกว่า เอ่อ ไม่ค่อยอยากให้ตีเป็นมูลค่าเลยเนี่ย ก็เป็นเพราะว่าแท้จริงแล้วเนี่ยมันจะเหมือนกับช่วย ช่วยลด เอ่อ แรงกดดันด้วยอ่ะนะครับ เพราะว่า เอ่อ ราคา เอ่อ ดีเซลเนี่ยในตลาดโลกเนี่ย เอ่อ อย่างที่คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังอ่ะครับ ว่ามัน มันพุ่งสูงขึ้นไปเยอะมากนะครับ การที่ภาครัฐ เอ่อ หาทางออกด้วยการหักค่ากันๆ ส่วนเกินตรงเนี้ย จริงๆ ก็ไม่ได้เข้ากระเป๋าใครเลยนะครับ สุด เอ่อ ไม่ได้เข้ากระเป๋ากองทุนด้วย เพราะว่าหัก หักราคาไปเลยนะครับ แล้วก็ส่งราคานั้นน่ะไปถึงผู้บริโภคไปเลย นะครับ เพราะฉะนั้นจริงๆ เงินก้อนเนี้ยจะไม่ได้อยู่กับกระเป๋าใคร จะไป เอ่อ เหมือนกับลดราคาให้ผู้บริโภคไปเลย นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยก็เลยจริงๆ เหมือนกับว่าไม่ ไม่ได้มี เอ่อ ไม่ได้ถือว่าเป็น เอ่อ P&L ที่หายไปจาก เอ่อ โรงกลั่นนะครับ เอ่อ แต่จริงๆ อ่ะ ถ้าจะประเมิน เอ่อ เป็น เอ่อ ตัวเงินเนี่ย ทุกท่านก็คูณได้ครับ ก็คือคูณ เอ่อ ยอดขายของเรา แล้วก็คูณบนอัตราตามที่กระทรวงกําหนด ก็ได้คําตอบแหละว่ากี่พันล้านนะครับ แต่อย่างนึงที่ เอ่อ เราทําเนี่ยก็คือสิ่งที่เรายึดมั่นตลอดก็คือเราส่งมอบผลิตภัณฑ์นะครับ ทุกอย่าง ทุกหยดเนี่ยให้ผู้บริโภคนะครับ ในเรื่อง Security Energy Security เนี่ยเราตอบโจทย์ แท้จริงแล้วเราก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วย นะครับ ให้ เอ่อ ภาครัฐเนี่ยช่วยสื่อสารไปที่ผู้บริโภคด้วยว่า ราคาเนี้ยก็ ก็ได้ถูกทอนลงมานะครับ ทุกฝ่ายเนี่ยร่วมมือ ร่วมใจกันช่วยนะครับ ในสถานการณ์อย่างนี้นะครับ
บัณฑิต หรรษาไพบูลย์: จริงๆ ต้องขอเรียนว่าค่าที่ว่านี้ครับ คือจริงๆ ไม่ค่อยอยากให้ตีเป็นมูลค่าเลย เพราะว่าภาครัฐเขาประกาศเป็นช่วงๆ นะครับ ตั้งแต่เมษายนที่ผ่านมาเป็นช่วงๆ ว่าช่วงไหนจะหักเท่าไหร่ แล้วก็บางช่วงก็ไม่ได้หักด้วยนะครับ ก็คือทางกระทรวงเขาก็จะมีกติกาของเขาที่เขาจะประเมินเป็นช่วงๆ ที่บอกว่าไม่ค่อยอยากให้ตีเป็นมูลค่าเลย ก็เป็นเพราะว่าแท้จริงแล้วมันจะเหมือนกับช่วยลดแรงกดดันด้วยนะครับ เพราะว่าราคาดีเซลในตลาดโลกอย่างที่คุณชัยวัฒน์เล่าให้ฟังว่ามันพุ่งสูงขึ้นไปเยอะมากนะครับ การที่ภาครัฐหาทางออกด้วยการหักค่ากลั่นส่วนเกินตรงนี้ จริงๆ ก็ไม่ได้เข้ากระเป๋าใครเลยนะครับ ไม่ได้เข้ากระเป๋ากองทุนด้วย เพราะว่าหักราคาไปเลย แล้วก็ส่งราคานั้นไปถึงผู้บริโภคไปเลย เพราะฉะนั้นจริงๆ เงินก้อนนี้จะไม่ได้อยู่กับกระเป๋าใคร จะไปเหมือนกับลดราคาให้ผู้บริโภคไปเลยนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยจริงๆ เหมือนกับว่าไม่ได้ถือว่าเป็น P&L ที่หายไปจากโรงกลั่นนะครับ แต่จริงๆ ถ้าจะประเมินเป็นตัวเงิน ทุกท่านก็คูณได้ครับ ก็คือคูณยอดขายของเราแล้วก็คูณบนอัตราตามที่กระทรวงกำหนด ก็ได้คำตอบแล้วว่ากี่พันล้านนะครับ แต่อย่างหนึ่งที่เราทำก็คือสิ่งที่เรายึดมั่นตลอดก็คือเราส่งมอบผลิตภัณฑ์ทุกอย่างทุกหยดให้ผู้บริโภคนะครับ ในเรื่อง Energy Security เราตอบโจทย์ แท้จริงแล้วเราก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยให้ภาครัฐช่วยสื่อสารไปที่ผู้บริโภคด้วยว่าราคาได้ถูกทอนลงมานะครับ ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันช่วยในสถานการณ์อย่างนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ ถัดไปนะคะ ส่งไมค์ต่อไปให้พี่เชค่ะ ถัดไปเป็นธุรกิจ Marketing นะคะ มีคำถามออนไลน์เข้ามาค่ะว่า แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจสถานีบริการในประเทศไทยเป็นอย่างไร ส่งผลต่อ Marketing Margin อย่างไรคะ
Speaker #1: ค่ะ ขอบคุณค่ะ ถัดไปนะคะ ส่งไมค์ ไมค์ต่อไปให้พี่เชนค่ะ ถัดไปเป็นธุรกิจ เอ่อ Marketing นะคะ มีคำถามออนไลน์เข้ามาค่ะว่า แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจสถานีบริการในประเทศไทยนะคะ เป็นอย่างไร ส่งผลต่อ Marketing Margin อย่างไรคะ
Speaker #2: ก็แนวโน้มในการแข่งขันก็คิดว่าในส่วนของสถานีบริการน้ํามันนะฮะ ก็คงมีการแข่งขัน มีคง แต่ละ แต่ละ เอ่อ อย่างของบางจากเองก็คงมุ่งเน้นในการที่จะ เอ่อ สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าผ่านเรื่องของการทําประสบ สร้างประสบการณ์เรียกว่า Customer Experience นะฮะ ว่า เอ่อ เรามีทั้งเรื่องของการทํา Loyalty Program การทําเรื่องของตัว เอ่อ Non-Oil Offering ต่างๆ ที่จะให้บริการเข้ามาเพิ่มเติมในสถานีบริการนะครับ ในส่วนของ Non-Oil เองก็จะมีเรื่องของ เอ่อ การเสริมนะฮะ ในส่วนของโมเดลใหม่ๆ อย่างที่เมื่อกี้ได้ ได้นําเรียนแล้วนะครับ ก็จะช่วยทําให้ เอ่อ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ได้ดียิ่งขึ้นนะครับ การแข่งขันก็คงจะ เอ่อ เป็นไปตามสภาพปัจจุบันนี่แหละครับ แล้วก็อนาคตก็คงจะมีการแข่งขันที่ ที่เข้มข้นขึ้นนะครับ
เสรี อนุพันธนันท์: แนวโน้มในการแข่งขันก็คิดว่าในส่วนของสถานีบริการน้ำมันแต่ละอย่างของบางจากเองก็คงมุ่งเน้นในการที่จะสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าผ่านเรื่องของการทำสร้างประสบการณ์ เรียกว่า Customer Experience นะครับ ว่าเรามีทั้งเรื่องของการทำ Loyalty Program การทำเรื่องของตัว Non-oil Offering ต่างๆ ที่จะให้บริการเข้ามาเพิ่มเติมในสถานีบริการนะครับ ในส่วนของ Non-oil เองก็จะมีเรื่องของการเสริมในส่วนของโมเดลใหม่ๆ อย่างที่เมื่อกี้ได้นำเรียนแล้วนะครับ ก็จะช่วยทำให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นนะครับ การแข่งขันก็คงจะเป็นไปตามสภาพปัจจุบันนะครับ แล้วก็อนาคตก็คงจะมีการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นนะครับ พี่เชได้ตอบคำถามล่วงหน้าของทิพย์ไปหนึ่งคำถามแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ ถัดไปนะคะ จะเป็นคำถามในส่วนของ E&P นะคะ เป็นคำถามออนไลน์เช่นเดียวกันค่ะ ถามว่าบริษัทคาดว่า 1P Reserve ของ OGE ในระยะห้าปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไรนะคะ และการเปลี่ยนแปลงจาก 2P เป็น 1P ต้องใช้เงินลงทุนต่อหน่วยเท่าไหร่ค่ะ
Speaker #1: พี่เชนได้ตอบคำถามล่วงหน้าของทิปไปหนึ่งคำถามแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ ถัดไปนะคะ จะเป็นคำถามในส่วนของ E&P นะคะ เอ่อ เป็นคำถามออนไลน์เช่นเดียวกันค่ะ ถามว่า บริษัทคาดว่า One Piece Reserve ของโอเกียในระยะห้าปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไรนะคะ และการเปลี่ยนแปลงจาก Two Piece เป็น One Piece ต้องใช้เงินลงทุนต่อหน่วยเท่าไหร่คะ
Speaker #4: อันนี้ผมขอให้เห็นภาพนะครับ คําตอบก็คือว่า ณ EAN 2025 เนี่ยนะครับ ก็คือ One Piece Reserve ของโอเกียเนี่ยอยู่ที่ 52 MMBOE นะครับ ถ้าไม่ทํา คือธุรกิจของ ต้องบอกว่าธุรกิจอัพซีลเนี่ยมันจะมีแต่ว่ามันจะ decrease decrease ลงเหมือนดูดน้ําในแก้วอ่ะฮะ แต่ว่ามันต้องหาแหล่งมาเติมใช่ไหมครับ ถ้าไม่ทําอะไร worst case ก็คือภายในห้าปีเนี้ย วันนี้เขาผลิตอยู่ประมาณสักสิบเอ็ด หนึ่ง สิบเอ็ด MMBOE เพราะฉะนั้นห้าปีเนี้ย Reserve One Piece ก็จะหายไป แต่ว่าธุรกิจ E&P เนี่ยมันไม่เป็นอย่างงั้น เพราะว่า Reserve ที่มัน depletion มันก็จะถูกเป็น Reserve add ขึ้นมาด้วย Reserve replenishment นะครับ ซึ่งตัว Reserve ที่มาเพิ่มตรงเนี้ยมันก็คืออาจจะทําได้จากเจาะหลุม infill ก็คือหรือว่าทําพวก เอ่อ improvement ต่างๆ ในเรื่องของ reservoir นะครับ เป็นพวก Reserve allocation ตัวใหม่ๆ เข้ามา หรือว่าที่เราเรียกว่า R2R2P ก็คือ move จาก resource มาเป็น reserve แล้วก็เป็น production ผมยกตัวอย่างอย่างโอเกียก็คืออย่างแหล่ง Braga นะครับ ก็คือแหล่ง Braga ที่เขาเพิ่มตัว resource เข้ามา replacement ก็คือว่าเขา tie back ตัวที่เป็นเรียกว่าแหล่ง baseline กลับเข้ามา ซึ่งแหล่ง baseline tie back เข้ามาที่แหล่ง Braga เนี่ยก็จะเป็นตัวที่เพิ่ม เป็นตัวที่มาเติมตัว Reserve ที่มัน production ที่มันหายไปนะครับ หรืออีกตัวอย่างนึงก็คือว่าเป็น classic ก็คือว่า reserve จะเพิ่มจาก resource มาเป็น reserve ก็คือปีที่แล้วเขาเจาะหลุม exploration ที่เรียกว่า Talisker ใช่ไหมครับ Talisker แล้วเจาะ discovery เพราะฉะนั้นเจาะ discovery เสร็จ ตัวนั้นก็คือจะ move จากตัวที่เป็น resource กลับเข้ามาเป็น reserve แล้วก็เพื่อที่จะรอที่จะเป็น production ต่อไปนะครับ นั่นเป็นหลักๆ ของเขา ทีนี้ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ต้องบอกว่าสิ่งที่โอเกียมองหาเนี่ย เขามองหาในสิ่งที่เรียกว่ามันเป็น infill หรือว่า infrastructure rate exploration หรือว่า rate development เพราะฉะนั้นมันจะไม่เหมือนกับพัฒนากรีนฟิลด์ต่างๆ มันก็คือจากบราฟิลแล้วก็กระเถิบออกไปเพื่อหาแหล่งที่อยู่ใกล้ๆ เข้ามา แล้วก็ tie back กลับเข้ามา เพราะฉะนั้น cost มันจะค่อนข้างถูกกว่านะครับผม ก็อันนี้เป็นคําถามในเรื่องของ One Piece Reserve replenishment Reserve depletion แล้วก็จะมี reserve ที่มาเติมยังไงนะครับ ทีนี้คําถามต่อไปก็คือว่าการดําเนินงานธุรกิจในฝั่ง E&P ใน South East Asia กับ Norway เนี่ยแตกต่างกันอย่างไรหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามีความแตกต่างกันนะครับ คือที่ Norway เนี่ย tax สูงก็จริงนะครับ แต่ว่า tax ของเขาเนี่ยที่เงินที่เสียไปเนี่ยเอากลับมารีไซเคิลเพื่อในการที่จะเจาะหลุม exploration ต่างๆ นะครับ ก็คือเป็นตัวเป็น tax benefit ตรงนั้นนะครับ อีกที่สองก็คือว่า fiscal regime ของเขาเนี่ย ถ้าคุณสามารถ prove คุณเป็น operator แล้วคุณ prove ว่าคุณสามารถที่จะ extend fuel life ออกไปได้ โดยที่มี reserve มา justification รัฐบาลเขา allow ให้ทําตรงนั้นได้ ก็คืออย่างตัวอย่าง ผมยกตัวอย่างก็คืออย่าง Dragon ตอนที่เราเข้าไปซื้อ เขาบอกว่าอีกสิบ อีกหกปีก็จะหมด วันนี้โอเกียขยายออกไปเป็นอีกสิบห้าปีจะหมด จนถึงสองพันสี่สิบ นะครับ หรืออย่างแหล่ง Braga เองก็บอกว่าจะหมด พอเขาเข้าไปทํา เขาก็เพิ่มอายุของ fuel life ออกไปได้นะครับ ขณะเดียวกันที่เมืองไทยใน South East Asia ผมยกตัวอย่างเมืองไทยแล้วกัน เมืองไทยไม่ว่าจะเป็น PSC หรือเป็น concentration ถ้า concentration ต่อได้ครั้งหนึ่งสิบปี หลังจากนั้นแล้วเนี่ยไม่มีสิทธิ์ต่อไปได้ เพราะว่ามันเป็นกฎหมายของกฎกระทรวง ซึ่งวันนี้ทางกรมเองก็พยายามที่จะแก้กฎหมายตรงนี้อยู่ เพื่อ allow ให้ operator เจ้าเดิมสามารถที่จะยืดอายุสัมปทานของตัวเองต่อไปได้นะครับ ถึงอยู่นี่อยู่ในการเจรจา อยู่ในการขั้นตอนของการขอคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะ approve เพราะนี่เป็นการเปลี่ยนกฎกระทรวงนะครับ ผมขอหยุดคําถามนี้ไว้สั้นๆ ก่อนแล้วกัน อ้อ พอดีเห็นมีคําถามหนึ่งก็คือว่า ที่ร้อย KBD ของโอเกียเนี่ย นั่นคือเป็นเป้าหมายของโอเกียนะครับ ส่วน South East Asia ของเรา เราก็มีเป้าหมายของเราที่ร้อยห้าสิบ KBD เหมือนกัน โดยที่คําถามว่าเราจะพัฒนาในแหล่งกรีนฟิลด์หรือว่าในแหล่งบราฟิล ก็ต้องบอกว่าเรามองหาในแหล่งที่เป็นบราฟิลที่มี production อยู่แล้วนะครับ แล้วเราสามารถที่จะเข้าไป extend fuel life หรือต่อ PSC ออกไป ขยายตรงนั้นออกไป นั่นคือเป็นตรงที่เรามองอยู่นะครับผม ก็ขอจบในส่วนของ E&P ที่มีสองคําถามไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกันนะครับ
โกมุท มณีฉาย: ผมขอให้เห็นภาพนะครับ คำตอบก็คือว่า ณ ปี 2025 นี้ครับ ก็คือ 1P Reserve ของ OGE อยู่ที่ 52 MMboe นะครับ ต้องบอกว่าธุรกิจ Upstream มันจะมี แต่ว่ามันจะ Deplete Deplete ลง เหมือนดูดน้ำในแก้ว แต่ว่ามันต้องหาแหล่งมาเติม ใช่ไหมครับ ถ้าไม่ทำอะไร Worst case ก็คือภายในห้าปีนี้ วันนี้เขาผลิตอยู่ประมาณสัก 11 MMboe เพราะฉะนั้นห้าปีนี้ Reserve 1P ก็จะหายไป แต่ว่าธุรกิจ E&P มันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่า Reserve ที่มัน Depletion มันก็จะถูก Add ขึ้นมาด้วย Reserve Management นะครับ ซึ่งตัว Reserve ที่มาเพิ่มตรงนี้มันก็คืออาจจะทำได้จากเจาะหลุม Infill หรือว่าทำพวก Improvement ต่างๆ ในเรื่องของ Reservoir นะครับ เป็นพวก Reserve Allocation ตัวใหม่ๆ เข้ามา หรือว่าที่เราเรียกว่า R to R to P ก็คือ Move จาก Resource มาเป็น Reserve แล้วก็เป็น Production ผมยกตัวอย่างของ OGE ก็คืออย่างแหล่ง Brage นะครับ ก็คือแหล่ง Brage ที่เขาเพิ่มตัว Resource เข้ามา Replacement ก็คือว่าเขา Tie back ตัวที่เป็นเรียกว่าแหล่ง Bestla กลับเข้ามา ซึ่งแหล่ง Bestla Tie back เข้ามาที่แหล่ง Brage ก็จะเป็นตัวที่เพิ่ม เป็นตัวที่มาเติมตัว Reserve ที่มัน Production ที่มันหายไปนะครับ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือว่าเป็น Classic ก็คือว่าจะเพิ่มจาก Resource มาเป็น Reserve ก็คือปีที่แล้วเขาเจาะหลุม Exploration ที่เรียกว่า Talisker ใช่ไหมครับ Talisker แล้วเจาะ Discovery เพราะฉะนั้นเจาะ Discovery เสร็จตัวนั้นก็คือจะ Move จากตัวที่เป็น Resource กลับเข้ามาเป็น Reserve แล้วก็เพื่อที่จะรอที่จะเป็น Production ต่อไปนะครับ นั่นเป็นหลักๆ ของเขา ทีนี้ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ต้องบอกว่าสิ่งที่ OGE มองหา เขามองหาในสิ่งที่เรียกว่ามันเป็น Infill หรือว่า Infrastructure-led Exploration หรือว่า Led Development เพราะฉะนั้นมันจะไม่เหมือนกับพัฒนา Greenfield ต่างๆ มันก็คือจาก Brownfield แล้วก็กระเถิบออกไปเพื่อหาแหล่งที่อยู่ใกล้ๆ เข้ามา แล้วก็ Tie back กลับเข้ามา เพราะฉะนั้น Cost มันจะค่อนข้างถูกกว่านะครับ ผมก็อันนี้เป็นคำถามในเรื่องของ 1P Reserve Depletion แล้วก็จะมี Reserve ที่เอามาเติมยังไงนะครับ ทีนี้คำถามต่อไปก็คือว่าการดำเนินงานธุรกิจในฝั่ง E&P ใน Southeast Asia กับนอร์เวย์แตกต่างกันอย่างไรหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามีความแตกต่างกันนะครับ คือที่นอร์เวย์ Tax สูงก็จริงนะครับ แต่ว่า Tax ของเขา เงินที่เสียไปเอากลับมา Recycle เพื่อใช้ในการที่จะเจาะหลุม Exploration ต่างๆ นะครับ ก็คือเป็น Tax Benefit ตรงนั้นนะครับ อย่างที่สองก็คือว่า Fiscal Regime ของเขา ถ้าคุณสามารถ Prove คุณเป็น Operator แล้วคุณ Prove ว่าคุณสามารถที่จะ Extend Field Life ออกไปได้ โดยที่มี Reserve มา Justification รัฐบาลเขา Allow ให้ทำตรงนั้นได้ ผมยกตัวอย่างก็คืออย่าง Draugen ตอนที่เราเข้าไปซื้อ เขาบอกว่าอีกหกปีก็จะหมด วันนี้ OGE กลับขยายออกไปเป็นอีก 15 ปี จะหมดจนถึงปี 2040 นะครับ หรืออย่างแหล่ง Brage เองก็บอกว่าจะหมด พอเขาเข้าไปทำเขาก็เพิ่มอายุของ Field Life ออกไปได้นะครับ ขณะเดียวกันที่เมืองไทยใน Southeast Asia ผมยกตัวอย่างเมืองไทยแล้วกัน เมืองไทยไม่ว่าจะเป็น PSC หรือเป็น Concession ถ้า Concession ต่อได้ครั้งหนึ่ง 10 ปี หลังจากนั้นแล้วไม่มีสิทธิ์ต่อไปได้ เพราะว่ามันเป็นกฎหมายของกฎกระทรวง ซึ่งวันนี้ทางกรมเองก็พยายามที่จะแก้กฎหมายตรงนี้อยู่ เพื่อ Allow ให้ Operator เจ้าเดิมสามารถที่จะยืดอายุสัมปทานของตัวเองต่อไปได้นะครับ ซึ่งตอนนี้อยู่ในการเจรจา อยู่ในขั้นตอนของการขอคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะ Approve เพราะนี่เป็นการเปลี่ยนกฎกระทรวงนะครับ ผมขอหยุดคำถามนี้ไว้สั้นๆ ก่อนแล้วกัน พอดีเห็นยังมีอีกคำถามหนึ่งก็คือว่าที่ 100 Kboepd ของ OGE นั่นคือเป็นเป้าหมายของ OGE นะครับ ส่วน Southeast Asia ของเรา เราก็มีเป้าหมายของเราที่ 150 Kboepd เหมือนกัน โดยที่คำถามว่าเราจะพัฒนาในแหล่ง Greenfield หรือว่าในแหล่ง Brownfield ก็ต้องบอกว่าเรามองหาในแหล่งที่เป็น Brownfield ที่มี Production อยู่แล้วนะครับ แล้วเราสามารถที่จะเข้าไป Extend Field Life หรือต่อ PSC ออกไป ขยายตรงนั้นออกไป นั่นคือเป็นตรงที่เรามองอยู่นะครับ ผมก็ขอจบในส่วนของ E&P ที่มีสองคำถามไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกันนะครับ
Speaker #1: ค่ะ ขอสลับมาที่ในห้องบ้างนะคะ พี่หมู เราสบตากันหนึ่งครั้งต้องมีหนึ่งคําถามค่ะ ขออนุญาตเชิญไมค์ให้พี่หมูหน่อยค่ะ
Moderator: ขอสลับมาที่ในห้องบ้างนะคะ พี่หมู เราสบตากันหนึ่งครั้ง ต้องมีหนึ่งคำถามค่ะ ขออนุญาตเชิญไมค์ให้พี่หมูหน่อยค่ะ
Speaker #4: ขอบคุณที่เรียกนะครับ
[Analyst]: ขอบคุณที่เรียกนะครับ
Speaker #1: สบตากันค่ะพี่
Speaker #4: คืออย่างงี้ครับ โอเค คําถามแรกเลยนะครับ ผม ผมอยากถามพี่ตู่อย่างงี้ครับว่า คือตอนเนี้ยผม ผมว่าโลกมัน มันเปลี่ยนไปเยอะ แล้วมันมี black swan ถี่ ผมพูดภาษาง่ายๆ ว่า มันเป็น the dawn of black swan แล้วตอนเนี้ย แล้วมันก็คงจะเป็นอย่างเงี้ยไปเรื่อยๆ นะครับ ประเด็นก็คือว่าเรามีธุรกิจที่เป็น portfolio อันนี้คือตามความเห็นของผมนะครับ ว่าหลังจากตอนเนี้ยมีความสามารถในการ optimize และ maximize refinery แล้วก็ biofuel เมื่อ upcycle มันมา เหมือนตอนเนี้ยนะครับ แต่ว่าส่วนที่ยังอาจจะไม่แน่ใจ หรืออย่าเป็นปัญหา ประเด็นเนี่ยก็คือ marketing นะครับ แล้วก็คือ E&P นี่ผมไม่แน่ใจว่าพี่ตู่ อาจจะตอบผมหน่อยแล้วกันนะครับว่า เอ๊ะ เรา optimize แล้ว maximize มันหรือยัง ในเชิงของโอกาส ถ้ามันมาแล้วเรา capture แบบ full benefit เหมือน เหมือนอย่างที่ biofuel เป็นอยู่ตอนนี้ รวม SAF อะนะครับ แล้วก็ แล้วก็ refinery ที่เรา run ได้เต็ม เราได้ค่าการกลั่นที่สูง เราไม่มี นั่นนะฮะ คือลักษณะที่ผมมองเป็น maximize upcycle อะนะครับ E&P เป็นหรือเปล่านะฮะ แล้วก็ marketing เนี่ยไม่ใช่ ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้าง struggle นะฮะ แล้วก็ที่ผ่านมาเนี่ยเหมือนกับว่ามันเป็น the non-oil เนี่ยมันไม่ มันไม่ perform เลย ผมอาจจะถามเป็นภาพใหญ่หน่อยนะครับว่า พอเป็นพอร์ตแบบนี้เนี่ย แล้วพอขยับไปอีกนิดนึงนะครับ ไปที่ power อันนี้ยิ่ง ยิ่งงงนะครับตอนเนี้ย เพราะว่า ยิ่งทํามันยิ่งหดอะครับ คือ คือมันเหลือก็จริงนะครับ เหลือไฟฟ้าที่สหรัฐก็จริง แต่ว่าผมรู้สึกว่ามัน มันหดตัวลงจากสมัยก่อนนะครับ ถ้าพูดภาษาง่ายๆ เพราะฉะนั้นถ้ามองแบบนี้เนี่ย เอ่อ ผมอยากได้ความชัดเจนในเชิงกลยุทธ์หน่อยนะครับว่า เอ่อ ในเชิงของพี่ พี่ที่เป็นซีอีโอเนี่ย marketing power เนี่ย พี่จะใส่ resource capital เข้าไปยังไง หรือ strategy ยังไงครับ ที่จะทําให้มันยกระดับมันขึ้นมาได้ นะ ให้มันมาสุก มันเหมือนกับ refinery biofuel หรือ หรือ E&P ที่พี่ทําได้นะครับ อันนี้ อันนี้ประการที่หนึ่งนะครับ ประการที่สอง ผมอยากถามว่า asset more nitrization อันนี้อาจจะผ่านคุณเต้ยหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจนะฮะ ว่า asset monetization ที่เราทํามาหลายครั้งเนี่ย ทั้งขาย asset ออกไปแล้วก็ได้มาเนี่ย ผม ผมว่าดีนะครับ แต่กรณี เอ่อ ไฟฟ้าเนี่ยมันดูเหมือน อีหลักอีเหลื่อยังไงไม่รู้อะครับ อันนี้ก็ต้องถามว่าในภาพของบริษัทเนี่ย เรา เราจะคงไฟฟ้าไว้แบบนี้ หรือเราจะ boost ให้มันใหญ่กลับขึ้นมาปีละสองสามพันล้านกําไร หรือจะเป็นแนวไหนครับ ผม ผมนึกไม่ออกจริงๆ เลยนะฮะ แล้วก็ข้อสุดท้ายเนี่ย ในเชิง เอ่อ risk management หน่อยนะครับว่า คือตอนนี้สมัยก่อนน่ะ ผมจําได้ว่าบางจากเนี่ยจะเก่งมากเลยเรื่อง hedging ปัจจุบันก็ยังเก่งอยู่นะครับ แต่คราวนี้ถ้าเอามาประกอบกับ black swan ที่ผมพูดเนี่ย เอ่อ นโยบายภาพใหญ่ของ ของ ของ policy hedging เนี่ย เราทํายังไงครับ ใน ในมุมของการปรับ เช่น hedging เราเป็น dynamic ผมยกตัวอย่างแล้วกันนะครับ เรา dynamic ปรับขึ้นลงแล้วแต่สภาวะ หรือว่าเราจะค่อนข้าง static อันนี้ผมแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ นะครับ ใน ในเชิงของการทํา hedging ต่างๆ นะ แล้วก็ขอหนังสือ ขอสุดท้ายก็เป็นเรื่องของ dividend หน่อยนะครับว่า ผมไปดูประวัติ dividend เราเนี่ย เวลากําไร กําไรดีเนี่ย yield จะขึ้น นะครับ เวลากําไรไม่ดี yield จะตกนะฮะ เอ๊ะ บางทีมันดูแปลกๆ ไงนะฮะ เอ่อ แต่ว่า อยากจะถามว่า มีโอกาสไหมครับว่าถ้าพอร์ตเราใหญ่ขนาดนี้เนี่ย แล้วก็ balance กับการลงทุนเนี่ย dividend ก็จะอยู่ไปอย่างเงี้ยสักห้าปี จนกระทั่งเป้าพี่จะถึงหนึ่งล้านล้านเมื่อกี้ที่บอกอะนะครับ อย่างงั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นคาดหวังงั้นก็นักลงทุนจะได้พอจะเข้าใจว่า dividend ในเชิง payout นะครับ ผมไม่ได้พูดถึงในเชิง yield นะครับ เพราะ yield มันขึ้นกับราคาหุ้นนะฮะ จะเป็นประมาณนี้หรือเปล่าครับ ประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์บวกลบเนี่ยครับ ขอบคุณมากครับ ครับ ขอบคุณพี่หมูนะครับ แฟนพันธุ์แท้อีกคนนึงของบางจาก เอิ่ม ถามแต่ละคําถามลึกมากนะฮะ เอิ่ม อันแรกก่อนนะครับ เอิ่ม ตลาดตกลงจะเอายังไง ผม ผมคิดว่า เอิ่ม จริงๆ ถ้าดู strategy ของเราเนี่ย เราเน้น strategy across the whole value chain นะครับ ซึ่งถ้าดูแล้ว value chain ตรงนี้ก็คือ เอ่อ กลุ่มธุรกิจน้ํามันเป็นหลักนะครับ น้ํามันแล้วก็ฟอสซิลนะครับ เอิ่ม จริงๆ คือทุกครั้งที่ขึ้นเวทีจะมีถามเรื่อง non-oil นะครับ ซึ่งก็อยากจะ ก็จะตอบคล้ายๆ กันทุกครั้งเหมือนกันว่า อย่างปีเนี้ย เอิ่ม ครึ่งปีของกลุ่มบางจากเนี่ย ถ้าจําไม่ผิด EBITDA อยู่ประมาณสักสี่หมื่นสี่เนาะ สี่หมื่นสี่พันล้านนะครับ เป็น EBITDA ที่มาจาก non-oil ประมาณห้าร้อยล้านครับ ห้าร้อยหกร้อยล้านโดยประมาณนะครับ ผมโตสักสามเท่าเนี่ย มันก็แค่พันห้าร้อยล้านเนาะ ครับ เมื่อเทียบกับสี่หมื่นสี่พันล้านเนี่ย มันก็ยังไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์เนาะ นะครับ ต้องออกแรงเยอะมั้ย ก็อย่างที่รู้อ่ะ ผมว่า หนึ่งคือ non-oil มันไม่ได้อยู่ใน value chain นะครับ skill set คนละ skill set กัน นะครับ เอิ่ม ถ้า ถ้าอยู่ department store นะครับ อาจจะเป็น skill set ที่ใกล้เคียงกัน แล้วก็มีการต่อยอดมาทํา sea store นะครับ แต่ แต่ถ้าเป็นปั๊ม ผมคิดว่า หลักๆ คือเราจะมีพื้นที่ให้ rental นะครับ แล้วก็คนที่สนใจเข้ามาสามารถเข้ามา เข้ามาได้ ผมคิดว่ามันเป็นแค่ตัวที่เรียก traffic นะครับ แล้วก็ดึง traffic เข้ามา นะครับ เพื่อที่จะให้คนเข้ามา แต่ไม่ได้จําเป็นว่าเราจะต้องไป excel ในส่วนนั้น ซึ่งผมมองว่าเป็น skill set คนละ skill set กับที่กลุ่มบางจากมีอยู่ นะครับ แล้วเพราะมันจะต้องไปจ้างคนอีก สามร้อยคน ห้าร้อยคน หรือถึงพันคน เพื่อจะโตในส่วนนี้ ซึ่งคนที่ไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ของ EBITDA กลุ่ม แล้วถ้าไปถึงแสนล้านเนี่ย อันนี้ไม่ถึงหนึ่งจุดห้าเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําไป ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ นะครับ ก็ อาจจะไม่ถึงกับขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ผมคิดว่าเป็นการ เอิ่ม เอ่อ ใช้ capital ใน โดยเฉพาะใน sense ของ human capital เนี่ย เอ่อ อาจจะไม่ได้ ไม่ได้เป็น our cup of tea นะครับ พลังงานอื่นที่ไม่ใช่ fossil fuel ก็คือโรงไฟฟ้า นะครับ ซึ่ง เมื่อวันศุกร์เพิ่งมีดีลใหญ่ประกาศไปเนาะ ใช่มั้ยครับ เอิ่ม กลับมาก็คือต้องถามนักลงทุนว่า มองอะไรเป็นหลัก อยากได้ผลตอบแทน อยากได้ return ใช่มั้ย นะครับ เอิ่ม renewables เนี่ย boom มาก เนื่องจากหนึ่ง subsidy จากภาครัฐ นะครับ ภาครัฐ subsidize เยอะมากในต้นๆ เอาคลื่นลูกที่สองของ renewable ก็คือช่วงโควิดที่ดอกเบี้ยเป็นศูนย์ นะครับ ตอนเนี้ย อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ว่า เงิน infrastructure วันนี้ไปลงที่ AI ด้วยซ้ําไปนะ เพราะดอกเบี้ย long term สี่เปอร์เซ็นต์ครึ่ง ห้าเปอร์เซ็นต์ใน US ดอลลาร์นี่ คงอยู่กับเราอีกนาน renewable ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณเจ็ดถึงแปดเปอร์เซ็นต์ อยากให้ผมไปลงมั้ยครับ ใช่มั้ยครับ นะครับ ก็ ก็ถึงบอกว่าทางเนี้ยไปเพิ่ม infrastructure แล้วผมมองว่ามีโอกาสตรง infrastructure ทางด้านที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นท่อทางแท็งก์เนี่ยอยู่พอสมควรเหมือนกันนะครับ ก็จะเป็นอีกประเด็นนึงที่ ที่ ที่อยากจะบอกนะครับ พี่หมูถามเยอะ ผมจําไม่ได้แล้วถามอะไรบ้าง
Moderator: สบายดีกันค่ะพี่
[Analyst]: อย่างนี้ครับ โอเค คำถามแรกเลยนะครับ ผมอยากถามพี่ตู่อย่างนี้ครับว่า ตอนนี้ผมว่าโลกมันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว มัน มี Black Swan ทุกที ผมพูดภาษาง่ายๆ ว่ามันเป็น The Dawn of Black Swan แล้วตอนนี้ แล้วมันก็คงจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะครับ ประเด็นก็คือว่าเรามีธุรกิจที่เป็น Portfolio นี่คือตามความเห็นของผมนะครับว่า Bangchak ตอนนี้มีความสามารถในการ Optimize และ Maximize Refinery แล้วก็ Biofuel เมื่อ Upcycle มันมาเหมือนตอนนี้นะครับ แต่ว่าส่วนที่ยังอาจจะไม่แน่ใจหรือยังเป็นประเด็นก็คือ Marketing แล้วก็คือ E&P นี่ ผมไม่แน่ใจว่าพี่ตู่อาจจะตอบผมหน่อยแล้วกันนะครับว่า เรา Optimize และ Maximize มันหรือยังในเชิงของโอกาส ถ้ามันมาแล้วเรา Capture แบบ Full Benefit เหมือนอย่างที่ Biofuel เป็นอยู่ตอนนี้ รวม SAF แล้วนะครับ แล้วก็ Refinery ที่เรา Run ได้เต็ม เราได้ค่าการกลั่นที่สูง นั่นคือลักษณะที่ผมมองเป็น Maximize Upcycle นะครับ E&P เป็นหรือเปล่า แล้วก็ Marketing ไม่ใช่ ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้าง Struggle นะครับ แล้วก็ที่ผ่านมาเหมือนกับว่า Downstream Oil มันไม่ Perform เลย ผมอาจจะถามเป็นภาพใหญ่หน่อยนะครับว่า พอเป็นพอร์ตแบบนี้แล้ว พอขยับไปอีกนิดหนึ่งนะครับไปที่ Power อันนี้ยิ่งงงนะครับตอนนี้ เพราะว่ายิ่งทำมันยิ่งหดครับ คือมันเหลือก็จริงนะครับ เหลือไฟฟ้าที่สหรัฐก็จริง แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันหดตัวลงจากสมัยก่อนนะครับ ถ้าพูดภาษาง่ายๆ เพราะฉะนั้นถ้ามองแบบนี้ ผมอยากได้ความชัดเจนในเชิงกลยุทธ์หน่อยนะครับว่า ในเชิงของพี่ที่เป็น CEO เนี่ย Marketing, Power พี่จะใส่ Resource Capital เข้าไปยังไง หรือ Strategy ยังไงครับที่จะทำให้มันยกระดับมันขึ้นมาได้ ให้มันมาสุก มันเหมือนกับ Refinery, Biofuel หรือ E&P ที่พี่ทำได้นะครับ อันนี้ประการที่หนึ่งนะครับ ประการที่สอง ผมอยากถามว่า Asset Monetization อันนี้อาจจะผ่านคุณเต้ยหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจนะฮะว่า Asset Monetization ที่เราทำมาหลายครั้ง ทั้งขาย Asset ออกไปแล้วก็ได้มา ผมว่าดีนะครับ แต่กรณีไฟฟ้ามันดูเหมือนอิหลักอิเหลื่อยังไงไม่รู้อ่ะครับ อันนี้ก็ต้องถามว่าในภาพของบริษัท เราจะคงไฟฟ้าไว้แบบนี้ หรือเราจะบูทให้มันใหญ่กลับขึ้นมา ปีละสองสามพันล้านกำไร หรือจะเป็นแนวไหนครับ ผมนึกไม่ออกจริงๆ เลยนะฮะ แล้วก็ข้อสุดท้ายในเชิง Risk Management หน่อยนะครับว่า สมัยก่อนผมจำได้ว่า Bangchak จะเก่งมากเลยเรื่อง Hedging ปัจจุบันก็ยังเก่งอยู่นะครับ แต่คราวนี้ถ้าเอามาประกอบกับ Black Swan ที่ผมพูด นโยบายภาพใหญ่ของ Policy Hedging เราทำยังไงครับ ในมุมของการปรับ เช่น Hedging เราเป็น Dynamic ผมยกตัวอย่างแล้วกันนะครับ เรา Dynamic ปรับขึ้นลงแล้วแต่สภาวะ หรือว่าเราจะค่อนข้าง Static อันนี้ผมแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ นะครับ ในเชิงของการทำ Hedging ต่างๆ แล้วก็ข้อสุดท้ายก็เป็นเรื่องของ Dividend หน่อยนะครับว่า ผมไปดูประวัติ Dividend เราเนี่ย เวลากำไรดี Yield จะขึ้น เวลากำไรไม่ดี Yield จะตก เอ๊ะ บางทีมันดูแปลกๆ นะ แต่ว่าอยากจะถามว่ามีโอกาสไหมครับว่า ถ้าพอร์ตเราใหญ่ขนาดนี้แล้วก็ Balance กับการลงทุนเนี่ย Dividend ก็จะอยู่ไปอย่างนี้สักห้าปีจนกระทั่งเป้าพี่จะถึงหนึ่งล้านล้านเมื่อกี้ที่บอกนะครับ อย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นความคาดหวังนั้นก็นักลงทุนจะได้พอจะเข้าใจว่า Dividend ในเชิง Payout นะครับ ผมไม่ได้พูดถึงในเชิง Yield นะครับ เพราะ Yield มันขึ้นกับราคาหุ้น จะเป็นประมาณนี้หรือเปล่าครับ ประมาณ 30% บวกลบนี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: ขอบคุณพี่หมูนะครับ แฟนพันธุ์แท้อีกคนหนึ่งของบางจาก ถามแต่ละคำถามลึกมากนะฮะ อันแรกก่อนนะครับ ตลาดตกลงจะเอายังไง ผมคิดว่าจริงๆ ถ้าดู Strategy ของเราเนี่ย เราเน้น Strategy across the whole value chain นะครับ ซึ่งถ้าดูแล้ว Value chain ตรงนี้ก็คือกลุ่มธุรกิจน้ำมันเป็นหลักนะครับ น้ำมันแล้วก็ Fossil นะครับ จริงๆ คือทุกครั้งที่ขึ้นเวทีจะมีถามเรื่อง Non-Oil นะครับ ซึ่งก็จะตอบคล้ายๆ กันทุกครั้งเหมือนกันว่า อย่างปีนี้ครึ่งปีของกลุ่มบางจากเนี่ย ถ้าจำไม่ผิด EBITDA อยู่ประมาณสักสี่หมื่นสี่เนาะ สี่หมื่นสี่พันล้านนะครับ เป็น EBITDA ที่มาจาก Non-Oil ประมาณห้าร้อยล้านครับ ห้าร้อยหกร้อยล้านโดยประมาณนะครับ ผมโตสักสามเท่าเนี่ย มันก็แค่พันห้าร้อยล้านเนาะครับ เมื่อเทียบกับสี่หมื่นสี่พันล้านเนี่ย มันก็ยังไม่ถึง 5% นะครับ ต้องออกแรงเยอะไหม ก็อย่างที่รู้ผมว่า หนึ่งคือ Non-Oil มันไม่ได้อยู่ใน Value chain นะครับ Skill set คนละ Skill set กันนะครับ ถ้าอยู่ Department Store นะครับ อาจจะเป็น Skill set ที่ใกล้เคียงกัน แล้วก็มีการต่อยอดมาทำ C Store นะครับ แต่ถ้าเป็นปั๊ม ผมคิดว่าหลักๆ คือเราจะมีพื้นที่ให้ Rental นะครับ แล้วก็คนที่สนใจเข้ามาสามารถเข้ามาได้ ผมคิดว่ามันเป็นแค่ตัวที่เรียก Traffic นะครับ แล้วก็ดึง Traffic เข้ามานะครับ เพื่อที่จะให้คนเข้ามา แต่ไม่ได้จำเป็นว่าเราจะต้องไป Excel ในส่วนนั้น ซึ่งผมมองว่าเป็น Skill set คนละ Skill set กับที่กลุ่มบางจากมีอยู่นะครับ แล้วผมอาจจะต้องไปจ้างคนอีกสามร้อยคน ห้าร้อยคน หรือถึงพันคน เพื่อจะโตในส่วนนี้ ซึ่ง Contribute ไม่ถึง 5% ของ EBITDA กลุ่ม แล้วถ้าไปถึงแสนล้านเนี่ย อันนี้ไม่ถึง 1.5% ด้วยซ้ำไป ไม่ถึง 1% นะครับ ก็อาจจะไม่ถึงกับขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ผมคิดว่าเป็นการใช้ Capital โดยเฉพาะใน Sense ของ Human Capital เนี่ย อาจจะไม่ได้เป็น Our Cup of Tea นะครับ พลังงานอื่นที่ไม่ใช่ Fossil Fuel ก็คือโรงไฟฟ้านะครับ ซึ่งเมื่อวันศุกร์เพิ่งมีดีลใหญ่ประกาศไปใช่ไหมครับ กลับมาก็คือต้องถามนักลงทุนว่ามองอะไรเป็นหลัก อยากได้ผลตอบแทน อยากได้ Return ใช่ไหมนะครับ Renewables เนี่ย Boom มากเนื่องจากหนึ่ง Subsidy จากภาครัฐนะครับ ภาครัฐ Subsidize เยอะมากในต้นๆ เอาคลื่นลูกที่สองของ Renewables ก็คือช่วงโควิดที่ดอกเบี้ยเป็นศูนย์นะครับ ตอนนี้อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ว่าเงิน Infrastructure วันนี้ไปลงที่ AI ด้วยซ้ำไปนะ เพราะดอกเบี้ย Long term 4.5%-5% ใน US Dollar นี้คงอยู่กับเราอีกนาน Renewables ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 7%-8% อยากให้ผมไปลงไหมครับ ใช่ไหมครับ ก็จึงบอกว่าทางนี้ไปเพิ่ม Infrastructure แล้วผมมองว่ามีโอกาสของ Infrastructure ทางด้านที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นท่อทาง Tank เนี่ย อยู่พอสมควรเหมือนกันนะครับ ก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะบอกนะครับ พี่หมูถามเยอะ ผมจำไม่ได้แล้วว่าถามอะไรบ้าง
Speaker #2: ข้อข้อสองนะคะ จะเป็นเรื่อง Asset Monetization ค่ะ ว่าจะทำตรงจุดไหน อย่างไรค่ะ
Moderator: ข้อสองนะคะ จะเป็นเรื่อง Asset Monetization ค่ะ ว่าจะทำตรงจุดไหน อย่างไรคะ
Speaker #4: อันนี้คือ น่าจะหมายถึงตัวโรงไฟฟ้านะครับ ซึ่งที่อเมริกาผมว่าก็เป็นการ drag along ซึ่งก็อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่า คือเราก็รู้ว่าช่วงนี้มันดี แล้วก็ทุกคน project ว่ามันก็จะดีไปอีก 3 ปี 5 ปี 7 ปีนะครับ เอิ่ม คนที่ไทยอนาคตส่วนใหญ่จะผิดมากกว่าถูกนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย ผมว่าแบ่งมาส่วนนึงมา capture value วันนี้เลย แล้วก็เหลือไว้อีกส่วนนึง enjoy upside ของค่า capacity factor ผมว่ามันก็ make sense เนอะ เราไม่ได้แบบ put ทุกอย่างอยู่ในกระถางเดียวกันนะครับ ส่วนนึงก็เอา cash กลับมาก่อน เอาทุนคืนมาเกือบหมดแล้วล่ะที่ลงทุนไป แล้วอีกส่วนนึงก็ enjoy upside มันก็เหมือนเวลาพี่หมูเล่นหุ้นแหละเนาะ พอเรากำไรแล้วก็ขายไปครึ่ง เหลือไว้ครึ่ง อะไรประมาณนั้นนะครับ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: อันนี้คือน่าจะหมายถึงตัวโรงไฟฟ้านะครับ ซึ่งที่อเมริกาผมว่าก็เป็นการ Drag Along ซึ่งก็อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่า คือเราก็รู้ว่าช่วงนี้มันดี แล้วก็ทุกคน project ว่ามันก็จะดีไปอีกสามปี ห้าปี เจ็ดปีนะครับ คนที่ทายอนาคตส่วนใหญ่จะผิดมากกว่าถูกนะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าแบ่งมาส่วนหนึ่งมา capture value วันนี้เลย แล้วก็เหลือไว้อีกส่วนหนึ่ง enjoy upside ของค่า capacity factors ผมว่ามันก็ make sense เนาะ เราไม่ได้แบบ put ทุกอย่างอยู่ในกระถางเดียวกันนะครับ ส่วนหนึ่งก็เอา cash กลับมาก่อน เอาทุนคืนมาเกือบหมดแล้วล่ะที่ลงทุนไป และอีกส่วนหนึ่งก็ enjoy upside เหมือนกับเวลาพี่หมูเล่นหุ้นแหละเนาะ พอกำไรแล้วก็ขายไปครึ่งหนึ่ง เหลือไว้ครึ่ง อะไรประมาณนั้นนะครับ
Speaker #2: ค่ะ
Speaker #4: เอ่อ คําถามที่สาม
Speaker #2: คําถามที่สามในเรื่องของ risk management ในส่วนของที่เป็น hedging
Moderator: ค่ะ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: ครับ คำถามที่สาม
Moderator: คำถามที่สามในเรื่องของ Risk Management ในส่วนของที่เป็น Hedging ค่ะ
Speaker #4: อ๋อ Hedging นะครับ ก็จริง ๆ เอ่อ คือ อย่างที่ว่าแหละ เอิ่ม เดือนมกราคมเนี่ย ปีนี้ทุกคนยังคิดว่าราคาน้ำมันปีนี้จะเหลือห้าสิบเหรียญ ไม่มีใครรู้ว่าวันที่ 28 กุมภาพันธ์จะเกิดเหตุการณ์คลื่นที่อ่าวนะครับ เพราะฉะนั้นตอนที่เราเข้าไปทำ Hedging ไว้เนี่ยก็ เอิ่ม ราคาสูงกว่าราคาตลาดเยอะพอสมควรนะครับ แต่ก็อย่างที่ว่าเนอะ หาดดำมากันเป็นฝูงช่วงนี้เนอะ ฝูงใหญ่ด้วยนะครับ ไม่รู้หาดดำหรือเปล่า ก็เลย ก็ต้อง ก็ต้องบริหารจัดการ เห็นด้วยที่แนะนำนะครับ เรื่องของ Dynamic เอ่อ Management ซึ่งจริง ๆ เราก็เพิ่ง Revisit ทั้งหมดในส่วนนี้นะครับ แล้วก็ เอ่อ จริง ๆ ก็หารือกันเบาะเสี่ยงเรียบร้อยละนะครับ แล้วก็คงจะเริ่ม Implement เรื่องของ Dynamic Hedging ในลักษณะนั้นอยู่นะครับ เอ่อ เรื่อง เรื่อง เรื่อง Policy ต่าง ๆ ตรงนี้ก็คงจะมีนะครับ คำถามที่สี่ จริง ๆ ตะกี้ถามผิดอ่ะ เขาบอกว่า เวลา กำไรน้อย Yield สูง เวลากำไรเยอะ Yield ต่ำ ใช่มั้ยครับ เอิ่ม ก็จะเห็นว่าที่ผมตอบไปเมื่อสักครู่นึงที่คุณสตีฟถามนะครับว่า ทำไมรอบนี้ Capex มันต่ำจังนะครับ ผมก็เลยบอกว่า รอบนี้เรามีเฉพาะ Committed Capex นะครับ ส่วนที่เหลือเป็น Excess Cash เนี่ย ถ้าไม่มีโปรเจกต์ เอ่อ ก็ไม่เอาไปคืนหนี้ ก็มาคืนให้ผู้ถือหุ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็คือ เงินก้อนนั้นเนี่ย ก็จะมาแจกมาเป็น Dividend นะครับ เพราะฉะนั้น Dividend ก็ มันจะไม่เหมือนที่ผ่านมา นะครับว่า โอเค เราดูที่ Yield ใช่มั้ยครับ วันนี้ก็คือ ผมพยายามที่จะให้ เอ่อ Capital เนี่ย มัน Efficient สูงสุดนะครับ ถ้าไม่สามารถจะทำ Efficient สูงสุดได้ก็คืนผู้ถือหุ้นไปในลักษณะนั้นครับ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: Hedging นะครับ ก็จริงๆ คืออย่างที่ว่าแหละ เดือนมกราคมปีนี้ทุกคนยังคิดว่าราคาน้ำมันปีนี้จะเหลือห้าสิบเหรียญ ไม่มีใครรู้ว่าวันที่ 28 กุมภาพันธ์จะเกิดเหตุการณ์คลื่นที่อ่าวนะครับ เพราะฉะนั้นตอนที่เราเข้าไปทำ hedging ไว้ก็ราคาสูงกว่าราคาตลาดเยอะพอสมควรนะครับ แต่ก็อย่างที่ว่า ห่านดำมากันเป็นฝูงช่วงนี้ ฝูงใหญ่ด้วยนะครับ ไม่รู้ห่านดำหรือเปล่า ก็เลยต้องบริหารจัดการ เห็นด้วยที่แนะนำนะครับเรื่องของ Dynamic Management ซึ่งจริงๆ เราก็เพิ่ง revisit ทั้งหมดในส่วนนี้นะครับ แล้วก็จริงๆ ก็หารือกับบอร์ดเสี่ยงเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็คงจะเริ่ม implement เรื่องของ Dynamic Hedging ในลักษณะนั้นอยู่นะครับ เรื่อง Policy ต่างๆ ตรงนี้ก็คงจะมีนะครับ คำถามที่สี่ตะกี้ถามผิด เธอบอกว่าเวลากำไรน้อย Yield สูง เวลากำไรเยอะ Yield ต่ำ ใช่ไหมครับ ก็จะเห็นว่าที่ผมตอบไปเมื่อสักครู่นี้ที่คุณสตีฟถามนะครับ ว่าทำไมรอบนี้ Capex มันต่ำจังนะครับ ผมก็เลยบอกว่ารอบนี้เรามีเฉพาะ Committed Capex นะครับ ส่วนที่เหลือเป็น Excess Cash ถ้าไม่มี Project ก็ไม่ว่า ไปคืนหนี้ก็มาคืนให้ผู้ถือหุ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็คือเงินก้อนนั้นก็จะมาแจกเป็น Dividend นะครับ เพราะฉะนั้น Dividend ก็มันจะไม่เหมือนที่ผ่านมานะครับ ว่าโอเค เราดูที่ Yield ใช่ไหมครับ วันนี้ก็คือผมพยายามที่จะให้ Capital เนี่ย มัน Efficient สูงสุดนะครับ ถ้าไม่สามารถที่จะมา Efficient สูงสุดได้ ก็คืนผู้ถือหุ้นไปในลักษณะนั้นครับ
Speaker #2: ค่ะ พี่หมูครบมั้ยคะ? ค่ะ ขออนุญาตกลับมา ตัดมาที่คำถามออนไลน์อีกครั้งนึงนะคะ ในเรื่องของตัว finance นะคะ เอ่อ อยากทราบตัว debt payment schedule ค่ะว่าเป็นอย่างไร แล้วก็บางจากมีโอกาสที่จะจ่ายหนี้ก่อนเพื่อที่จะลด gearing ratio มั้ยคะ?
Moderator: ค่ะ พี่หมูครบไหมคะ ค่ะ ขออนุญาตกลับมาตัดมาที่คำถามออนไลน์อีกครั้งหนึ่งนะคะ ในเรื่องของตัว Finance นะคะ อยากทราบตัว Debt Payment Schedule ค่ะ ว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ Bangchak มีโอกาสที่จะจ่ายหนี้ก่อนเพื่อที่จะลด Gearing Ratio ไหมคะ
Speaker #1: อันนี้ต้องบอกว่าปกติเราพยายามจะบริหารให้ term การชำระคืนเนี่ยทยอยชำระอยู่แล้วนะคะ แต่ละปีเนี่ยก็พยายามบริหารให้เงินกู้ที่ครบกำหนดเนี่ยอยู่ต่ำกว่า free cash flow ที่เราคิดว่าจะมีแต่ละปีนะคะ ซึ่งอันนี้เองเนี่ยเราก็มีทั้ง short term debt แล้วก็ long term ซึ่งอันนี้ก็มี room ว่าถึงเวลาถ้าเกิดมันมี excess free cash flow ขึ้นมาเนี่ย เราก็สามารถเอามาชำระคืนหนี้ได้นะคะ ก็มีการบริหารจัดการต่อเนื่องอยู่ค่ะ
ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์: อันนี้ต้องบอกว่าปกติเราพยายามจะบริหารให้ term การชำระคืนทยอยชำระอยู่แล้วนะคะ แต่ละปีก็พยายามบริหารให้เงินกู้ที่ครบกำหนดอยู่ต่ำกว่า Free Cash Flow ที่เราคิดว่าจะมีแต่ละปีนะคะ ซึ่งอันนี้เองเราก็มีทั้ง Short Term Debt แล้วก็ Long Term ซึ่งอันนี้ก็มี room ว่าถึงเวลาถ้าเกิดมันมี excess free cash flow ขึ้นมา เราก็สามารถเอามาชำระคืนหนี้ได้นะคะ ก็มีการบริหารจัดการต่อเนื่องอยู่
Speaker #2: ค่ะ ขอบคุณค่ะ มีคำถามในห้องเพิ่มเติมไหมคะ ตอนนี้คำถามออนไลน์คิดว่าหมดครบแล้วนะคะ เพราะว่าจะเป็นคำถามที่สนใจเรื่อง dividend กันค่อนข้างเยอะค่ะ ถามซ้ำ ๆ กันมานะคะ ก็ยืนยันไปแล้วจากคุณชัยวัฒน์นะคะ
Moderator: ขอบคุณค่ะ มีคำถามในห้องเพิ่มเติมไหมคะ ตอนนี้คำถามออนไลน์คิดว่าหมดครบแล้วนะคะ เพราะว่าจะเป็นคำถามที่สนใจเรื่อง Dividend กันค่อนข้างเยอะค่ะ ถามซ้ำๆ กันมานะคะ ก็ยืนยันไปแล้วจากคุณชัยวัฒน์นะคะ
Speaker #4: พรุ่ง พรุ่งนี้รู้ พรุ่งนี้รู้นะครับ พรุ่งนี้พี่ประชุมบอร์ดบ่ายนะครับ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: พรุ่งนี้รู้ พรุ่งนี้รู้นะครับ พรุ่งนี้มีประชุมบอร์ดปลายนะครับ
Speaker #1: เรื่อง dividend เมื่อกี้มีคำถามนึงว่า ทำไมปี 2022 เราจ่าย dividend น้อยกว่า payout 30% ต้องบอกว่าปีนั้นเป็นปีที่เรามีกำหนดจะประกาศดีลที่จะลงทุนเรื่องใน Esso นะคะ เพราะฉะนั้นเป็นปีที่เป็น exceptional ที่มีแผนการลงทุนค่อนข้างชัดเจน แล้วก็ก้อนใหญ่ค่ะ มีอยู่ปีเดียว
ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์: เรื่อง Dividend เมื่อกี้มีคำถามหนึ่งว่าทำไมปี 2022 เราจ่าย Dividend น้อยกว่า Payout 30% ต้องบอกว่าปีนั้นเป็นปีที่เรามาประกาศดีลที่จะลงทุนใน Esso นะคะ เพราะฉะนั้นเป็นปี Exceptional ที่มีแผนการลงทุนค่อนข้างชัดเจนแล้วก็ก้อนใหญ่ค่ะ มีอยู่ปีเดียว
Speaker #2: ค่ะ ท่านใดมีคําถามเพิ่มเติมมั้ยคะ มีส่วนไหนที่อยากให้ทางผู้บริหารของเราอธิบายเพิ่มเติม เชิญได้เลยนะคะ
Moderator: ค่ะ ท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ มีส่วนไหนที่อยากให้ทางผู้บริหารของเราอธิบายเพิ่มเติม เชิญได้เลยนะคะ
Speaker #4: ถ้าไม่มีก็ นั่งในห้องเรียนครบสองชั่วโมงครึ่งเลยนะครับ ขอบคุณจริง ๆ นะครับ แล้วก็ เอิ่ม หวังว่า เอิ่ม ก็ได้เห็นอีกโชว์หนึ่งของบางจากนะครับ อย่างที่เรียนว่า เอ่อ เราเริ่มบรรลุถึงขั้นที่สามแล้วนะครับ จากขั้นที่หนึ่ง สอง มาสามแล้วนะครับ แล้วก็ เรียนรู้ใน process นะครับ ไม่ได้คิดว่าเราเองทำอะไรถูกหมดนะครับ อะไรที่มันไม่ใช่ก็ปรับปรุงนะครับ ผมคิดว่าหลาย ๆ อย่างคงตอบโจทย์ ไม่ว่าเรื่องของการสร้าง reliability ของโรงกลั่นนะครับ เอ่อ กับตลาด แล้วก็รวมถึง biofuel นะครับ เรื่องที่ทำ trading ที่จะไปเพิ่ม growth นะครับ เรื่องที่ E&P จะเพิ่มความมั่นคงด้านการเงิน เรื่องที่จะ stabilize แล้วก็ recycle capitals ของกลุ่ม power นะครับ แล้วก็สุดท้ายก็คือเรื่องของ เอ่อ discipline ทางด้านการเงินนะครับ แล้วก็รวมถึง capital efficiencies ซึ่งถ้าไม่มีอะไรก็คงจะเป็นการไปลด gearing หรือมาคืนให้กับผู้ถือหุ้นในลักษณะนั้น หวังว่าคงจะตอบโจทย์นะครับ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ฝากดู target price ให้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: ถ้าไม่มีก็นั่งในห้องเรียนครบสองชั่วโมงครึ่งเลยนะครับ ขอบคุณจริงๆ นะครับ แล้วก็หวังว่าก็ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของ Bangchak นะครับ อย่างที่เรียนว่าเราเริ่มบรรลุถึงขั้นที่สามแล้วนะครับ จากขั้นที่หนึ่ง สอง มาสามแล้วนะครับ แล้วก็เรียนรู้ใน process นะครับ ไม่ได้คิดว่าเราเองทำอะไรถูกหมดนะครับ แล้วอะไรที่มันไม่ใช่ก็ปรับปรุงนะครับ ผมคิดว่าหลายๆ อย่างคงตอบโจทย์ ไม่ว่าเรื่องของการสร้าง reliability ของโรงกลั่นนะครับ กับตลาด แล้วก็รวมถึง Biofuel นะครับ เรื่องที่ทำ trading ที่จะไปเพิ่ม growth นะครับ เรื่องที่ E&P จะเพิ่มความมั่นคงด้านการเงิน เรื่องที่จะ stabilize แล้วก็ recycle capital ของกลุ่ม power นะครับ แล้วก็สุดท้ายก็คือเรื่องของ discipline ทางด้านการเงินนะครับ แล้วก็รวมถึง capital efficiency ซึ่งถ้าไม่มีอะไรก็คงจะเป็นการไปลด gearing หรือมาคืนให้กับผู้ถือหุ้นในลักษณะนั้น หวังว่าคงจะตอบโจทย์นะครับ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ฝากดู target price ให้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
Moderator: ค่ะ ขอบคุณค่ะ ก็ขอเรียนเชิญผู้บริหารนะคะ ลงมาที่ล่างเวที แล้วก็ถ่ายภาพร่วมกันกับท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน เป็นที่ระลึกด้วยนะคะ ในวันนี้นะคะ เราก็ได้จัดเตรียมขนมทาร์ตไข่จากฮ่องกงนะคะ พี่เชไปเอามาเองเลยนะคะ ชื่อแฮชแท็ก B นะคะ ซึ่ง B ที่ว่านั่นก็คือ BCP นะคะ ก็อยากฝากทุกคนไว้ด้วยนะคะ ขออนุญาตเชิญผู้บริหาร ขอเชิญตากล้องขึ้นบนเวทีได้เลยนะคะ
